วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฮวงจุ้ย 10 ประการ บั่นทอนโชคลาภ

http://www.cmc.co.th/files/picture/news/main/news-main-264-1375264370.jpg
ฮวงจุ้ยประเภทใดที่อยู่แล้วขาดความเจริญยิ่งอยู่ยิ่งยากจน ยิ่งเงินทองสูญหาย ยิ่งนำพาปัญหาและอุปสรรคมาสู่คนใน คอนโด ซึ่งท่านผู้อ่านควรรู้เอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บ้านหรือร้านค้าของท่านตรงตามฮวงจุ้ยดังต่อไปนี้
1. คอนโดที่ ขาดการถ่ายเทอากาศ ปิดทึบ ประตู หน้าต่างมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของห้อง ควรมีพลังงานหมุนเวียนถ่ายเท หรือที่เรียกว่าพลังชี่ มีการหมุนเวียนได้ดีทั่วบ้าน หากห้องใดที่ปิดทึบตลอดเวลา หรือห้องใดที่มีแสงสว่างจากภายนอกเข้ามาน้อยมาก ที่นั้น จะขาดพลังชีวิตที่ดี หากมองในแง่วิทยาศาสตร์แล้ว บ้านที่การถ่ายเทอากาศได้ไม่ดีก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมเชื้อโรคให้เจริญ เติบโต คนในห้องเจ็บป่วยได้ง่าย แก้ไขได้ด้วยการ หมั่นถ่ายเทอากาศสม่ำเสมอ

2. คอนโดที่มีของรกรุงรัง ปิดทางเข้า ขวางหน้า ที่ด้านหน้ามีสิ่งของปิดไม่ให้พลังเข้าห้อง เป็นการทำให้กระแสที่ดีเข้าสู่ตัวห้องได้ยากและลำบาก  ข้างในห้องมีของรกรุงรังก็เช่นกัน ส่งผลให้กระแสภายในห้องไหลเวียนไม่สะดวก โชคลาภไม่ทำงานเพราะติดขัดตลอดเวลา ควรหมั่นเก็บกวาดห้อง และสิ่งของที่ไม่ได้ใช้แล้วควรนำไปทิ้งเสมอ ๆ

3. คอนโดที่ อยู่สูง หรือต่ำกว่าถนนมาก คอนโดที่สร้างใหม่ มักจะมีการถมที่เผื่อน้ำท่วมไว้สูงมาก จะส่งผลให้โชคลาภในห้องไหลออกภายนอกหมด สังเกตุได้ง่าย ๆ หลังจากย้ายเข้าคอนโดที่ สร้างสูงกว่าถนนไว้มาก ๆ บ้านนั้นจะขาดโชคลาภ และเงินทองจะเก็บไม่ค่อยอยู่ตลอด หรือมีเรื่องให้สูญเสียทรัพย์สินเป็นประจำ ส่วนบ้านที่อยู่ต่ำกว่าถนนมากเกินไป

4. คอนโดที่ มีหน้าต่าง หรือประตูมากเกินไป ดูโปร่ง โล่งสบายเกินไป จะไม่สามารถเก็บพลังไว้ได้ โชคลาภมักจะมาแล้วหายไป เก็บกักไว้ไม่อยู่ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการตรวจหาทิศที่ดีประจำห้อง และประจำปี ทิศดีให้เปิดรับพลังงาน ที่ร้ายให้ปิดเอาไว้อย่าให้มีการไหลเวียนเข้าห้อง

5. ประตูหรือหน้าต่างตรงกันจากหน้าบ้านไปสู่หลังห้องที่ ประตู หน้าต่างทะลุถึงกัน ก็เป็นอีกรูปแบบที่เงินเข้ามาแล้วออกไป แก้ไขได้โดยหาฉากมากั้น หรือใช้เฟอร์นิเจอร์มาปิดระหว่างหน้าต่างหรือประตูที่ตรงกัน หากห้องนอนที่อยู่ตรงข้ามกันแล้วประตูตรงกัน ถ้าดวงคนในห้องทั้งสองชงกัน ก็จะส่งผลให้มีปากเสียงกันง่ายขึ้น แต่หากเป็นชายหญิงระวังเรื่องชู้สาว หากดวงเข้ากันได้ ความสัมพันธ์จะยิ่งดีขึ้น

6. คอนโดที่ มีรั้วแบบโปร่ง และไม่มีจุดเก็บพลังงานรอบ รั้วฝั่งด้านหน้าควรเปิดโล่ง ส่วนด้านอื่นควรปิดทึบ หากโล่งเกินไป ควรหาต้นไม้มาปูลกเป็นแนวแทนก็ได้เช่นกัน

7. ห้องที่บันได หันไปทางหน้าคอนโด และตรงกับประตู กระแสจะไหลออกหน้า มีเรื่องต้องสูญเสียเงินทองเสมอ ควรหาเฟอร์นิเจอร์มันกั้น หรือฉากมาปิดไว้ สามารถใช้น้ำพุ หรือตู้ปลาช่วยได้
8. สภาพแวดล้อมที่ขาดพลังชิวีตที่ดี รกร้าง อึมครึม ต้นไม้เหี่ยวเฉา หากบ้านใดที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดูรกร้างว่างเปล่า ต้นไม้สูงใหญ่ดูอึมครึมน่ากลัว หรือต้นไม้ไม่เจริญเติบโตงอกงาม

9. สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยขยะ น้ำเสียเน่าเหม็น สกปรก อับชื้น สภาพแวดล้อมเช่นนี้ จะส่งผลให้มีแต่เรื่องเสียหาย เรื่องที่ไม่ดีเข้าสู่คนในคอนโด ระวังมีปัญหาชู้สาว เจ็บป่วย หน้าที่การงานถูกกลั่นแกล้งจากอำนาจมืด สิ่งผิดกฏหมาย

10. คอนโดที่ อยู่ติดรถไฟฟ้าเกินไป ใต้ทางด่วน สะพาน ทางยกระดับ หรือติดกับสิ่งปลูกสร้างที่สูง และขนาดใหญ่มากเกินไปไม่ดี ตัวอย่างนี้เห็นได้บ่อยในตัวเมือง 


บทความอื่นๆน่าสนใจ
- ฮวงจุ้ย 10 ประการ บั่นทอนโชคลาภ
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- ไอเดียที่ตากผ้า สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด
- 15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว
- ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น
- แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
-
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด

http://www.e-singaporeproperty.com/image-files/minton-condominium-new-home-for-sale.jpg

ในช่วง 1-2 ปีนี้ตลาด คอนโด ขยาย ตัวมากในหลายจังหวัด จากเดิมปีหนึ่งมีคนทำโครงการออกขายแค่หนึ่งหรือสองโครงการ แต่ชั่วข้ามคืนเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งกระแสAEC การขยายตัวของธุรกิจโมเดิร์นเทรด-ห้างสรรพสินค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในเมืองที่เปลี่ยนแปลง ได้หลอมรวมเป็นเหตุที่ทำให้ตลาดคอนโด ในต่างจังหวัดเติบโตรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
แต่อาจเป็นเพราะ คอนโด ยัง เป็นเรื่องใหม่สำหรับตลาดต่างจังหวัด บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นจึงดูไม่ค่อยปกตินักอย่างการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กรณีที่ผู้ซื้อต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาเป็นเหตุการณ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้น
เกี่ยว กับเรื่องนี้กฎหมาย (พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2551) ก็ได้กำหนดว่า การซื้อขายอาคารชุดจะต้องใช้แบบสัญญาตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย และยังกำหนดว่าหากมีส่วนใดที่ไม่ได้ทำตามแบบนั้นและไม่เป็นคุณต่อผู้ซื้อ สัญญาส่วนนั้นไม่มีผลบังคับใช้และมีโทษปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน
และ ในแบบ สัญญาจะซื้อจะขายที่ประกาศออกมาก็กำหนดชัดเจนว่า "ในระหว่างที่สัญญานี้มีผล บังคับใช้ ผู้จะซื้อมีสิทธิที่จะโอนสิทธิตามสัญญานี้ให้แก่บุคคลอื่น โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่ผู้จะขาย โดยผู้จะขายตกลงจะไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มขึ้น ผู้จะขายจะต้องจัดให้ผู้รับโอนได้รับโอนไปซึ่งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดตามสัญญานี้" เหตุผลที่ได้มีข้อกำหนดนี้เพิ่มเติมเข้า มาในกฎหมายฉบับใหม่ เกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ผู้ซื้อ โดยเรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนสัญญาจนเกินเหตุ คราวละเป็นหมื่นหรือหลายหมื่นตามแต่ราคา คอนโด ที่ซื้อขาย กฎหมายจึงออกมาเพื่อคุ้มครองผู้ซื้ออุดช่องโหว่ตรงนี้
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับกันว่าการซื้อขาย คอนโด ส่วน หนึ่งผู้ซื้อไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอยู่อาศัย แต่เป็นการซื้อเพื่อลงทุนหรือบางส่วนอาจเป็นการเก็งกำไร ดังนั้นการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างผ่อนดาวน์จากคนซื้อมือแรกไปยังมือที่สอง ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้น ประกอบกับกฎหมายคุ้มครองเฉพาะกรณีผู้ซื้อผู้ขายได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน แล้วเท่านั้น จึงเป็นช่องโหว่ที่เจ้าของโครงการบางรายใช้เลี่ยง ให้ผู้ซื้อผ่อนดาวน์โดยใช้สัญญาจองแทน และเป็นเหตุให้เจ้าของโครงการยังสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสัญญาได้อยู่
โดย ขั้นตอนอาจเริ่มด้วยการเปิดจองแล้วทำ "สัญญาจองซื้อห้องชุด" แทนที่จะ เป็น "สัญญาจะซื้อจะขาย" ตามปกติ ลักษณะสัญญาจองหรือข้อความในสัญญาของบางโครงการมักเป็นการระบุรายละเอียด ห้องชุดแบบคร่าวๆ แต่จะมีใบแนบท้ายเป็นเงื่อนไขการชำระเงินหรือการผ่อนดาวน์อย่างละเอียด และที่ไม่ลืมก็คือเงื่อนไขการเปลี่ยนสัญญาที่ผู้ซื้อจะต้องจ่าย และเมื่อโครงการก่อสร้างใกล้เสร็จก็จะมีการเรียกมาทำสัญญาจะซื้อจะขาย หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการตรวจรับมอบห้องชุดและโอนกรรมสิทธิ์กันต่อไป
เป็น ที่สังเกตว่าช่วงเวลาระหว่างสัญญาจองมาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายจะกินระยะเวลา นาน ประมาณว่ารอตึกใกล้เสร็จค่อยเรียกมาทำสัญญาจะซื้อจะขาย และหลังจากนั้นไม่นานก็ให้รับโอนห้องชุดกันเลย
ดัง นั้นหากท่านเป็น ผู้ซื้อที่หวังจะลงทุนระยะสั้นจากการขายดาวน์ แล้วไปเจอกับกลยุทธ์การขายแบบนี้ก็ต้องรู้ไว้ เพราะถ้าไม่อยากเสียค่าเปลี่ยนชื่อก็ต้องรอให้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโครงการ ก่อนแล้วค่อยซื้อขายและถ้าให้รอจนถึงตอนนั้นเวลาก็เหลือไม่มากก็ต้องรับโอน ห้องชุดแล้ว ถ้าตึกเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ได้แน่นอนก็จะต้องหากู้เงินมารับโอนอย่างเดียว ฉะนั้นทำใจได้เลยว่ามันไม่ได้ง่าย
ทิ้ง ทายสำหรับผู้ซื้อที่สงสัยว่า ทำไมโครงการยังเรียกเก็บค่าเปลื่ยนสัญญาจากท่านอยู่ ก็ขอให้กลับไปดูสัญญาในมืออีกทีว่าเป็นสัญญาจองหรือสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วจะได้คำตอบ

บทความอื่นๆน่าสนใจ
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- ไอเดียที่ตากผ้า สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด
- 15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว
- ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น
- แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
-
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง
- เพิ่มสีสันในคอนโด ด้วยหมอนอิงสีสวย
- เลือกคอนโดชั้นไหน ดีกับผู้อยู่อาศัย
- ซื้อคอนโดทั้งที เลือกห้องไหนดี ตอนเลือกทิศไหนดี
- เลือกคอนโดแบบสตูดิโอ ดีหรือไม่
- แบบคอนโด สีเขียว สวยสดชื่น
- ลงทุนในคอนโด ปลอดภัย ไม่มีเสี่ยง
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย


วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ไอเดียที่ตากผ้า สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด


โดย ปกติทั่วไปสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในคอนโดหรือ ห้องเช่านั้นจะมีปัญหาในเรื่องการซักเสื้อผ้าและตากผ้า ซึ่งหลายคนที่ไม่มีเวลาก็จะหาร้านเพื่อส่งซัก แต่ถ้าหากเราไม่ได้อยู่ใกล้ร้านซักรีดล่ะ จะมีวิธีการอย่างไรสำหรับการซักผ้าในคอนโดซึ่งเรานำมาฝากกัน เอาใจคอที่อยู่คอนโดค่ะ
ใช้เฟอร์นิเจอร์เป็นราวตากผ้า
เก้าอี้ อีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องบอกว่าใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างนอกจากการใช้นั่ง แล้ว ยังสามารถพาดเสื้อผ้าหรือผ้าเช็ดตัวช่วยเพิ่มเนื้อที่สำหรับการตากเสื้อผ้า ได้เพิ่มมากขึ้นวิธีการก็คือ นำเสื้อที่ต้องการจะตาก สวมลงไปในพนักพิง เหมือนการใส่เสื้อให้พนักพิงนั่นแหละ จะช่วยให้ผ้าแห้งได้ แถมยังไม่มีรอยยับเกิดขึ้นอีกด้วย แต่อย่าลืมว่าประโยชน์ของการใช้งานเก้าอี้นั้นใช้สำหรับนั่งจะเหมาะที่สุด แต่หากนำเสื้อผ้ามาแขวนมากจนเกินไปหรือแขวนหมักหมม ทั้งไว้ก็จะทำให้ห้กดูรก และอาจจะเป็นการเพิ่มเชื้อโรคได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
เพิ่มความแห้งด้วยพัดลม
พาด เสื้อที่เปียกลงบนราวตากผ้า อย่าลืมสะบัดก่อนวางพาดด้วยนะคะ แล้วใช้พัดลมบนเพดานมาช่วยเป่า หรือถ้ามีพัดลมตั้งโต๊ะก็เปิดเบอร์แรงหน่อยแล้วจ่อไปที่เสื้อผ้าที่ตากไว้ จะสามารถช่วยให้ผ้าแห้งไวขึ้น ระหว่างรอผ้าแห้งคุณก็มีเวลาดูซีรีส์เรื่องโปรดได้อีกเยอะเลยล่ะค่ะ หรือส่วนมากจะใช้คอมเพรสเซอร์แอร์ เพราะหากนำผ้าที่ต้องการให้แห้ง ไปตากไว้แถว ๆ คอมเพรสเซอร์แอร์ ลมร้อนที่ถูกระบายออกจากคอมเพรสเซอร์จะช่วยเป่าให้เสื้อผ้าแห้งไวได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ แต่อย่าวางชิดกันนักนะคะ ไม่อย่างนั้นฝุ่นจากคอมเพรสเซอร์แอร์ ซึ่งก็ใช้ได้ผลแต่คงต้องระวังเรื่องลมและอาจจะปลิวได้สำหรับคอนโดชั้นสูงๆ
ตากผ้าด้วยราวม่านอาบน้ำ
นำ ผ้าห่ม ผ้าขนหนู หรือสิ่งอื่น ๆ ที่มีลักษณะเป็นผืนใหญ่ พาดไว้บนราวม่านห้องน้่ำ แต่กว่าผ้าจะแห้งต้องใช้เวลานานหน่อยนะคะ เพราะห้องน้ำมีความชื้นอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้นการตากผ้าในห้องน้ำนั้นแห้งยาก จึงเหมาะแก่การตากผ้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เสื้อผ้าที่เราใส่ประจำวันมากกว่า
ไม้แขวนเสื้อช่วยตาก
สะบัด ผ้าเปียกแรง ๆ อย่างกระฉับกระเฉง จะช่วยลดรอยยับของเสื้อผ้าได้เป็นอย่างดี จากนั้นแขวนเสื้อที่เปียกด้วยไม้แขวนเสื้อพลาสติกธรรมดา บนราวว่าง ๆ ในตู้เสื้อผ้า แต่ต้องแน่ใจก่อนนะคะว่าจัดการตู้เสื้อผ้าให้สามารถแขวนเสื้อเปียก ๆ ได้แล้ว เช่น มีแผ่นพลาสติกรองน้ำที่อาจหยดลงมา หรือจะวางถังเอาไว้เลยก็ได้ ไม้แขวนที่มีไม้หนีบติดมาด้วยจะช่วยได้มากในการตากถุงเท้า หรือสิ่งอื่นที่ไม่สามารถแขวนได้ ที่สำคัญอย่าปิดประตูตู้เสื้อผ้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะพากันเหม็นอับไปหมด
ระเบียงใหญ่ตากได้อีกเยอะ
ถ้า คอนโดไหน มีระเบียงใหญ่ นั่นถือว่าโชคดี เพราะนอกจากจะเป็นที่นั่งรีแลกซ์ชมวิวรับลมเย็น ๆ แล้ว คุณยังสามารถวางราวตากผ้าได้สบายสุด ๆ ไหนจะสามารถตากเสื้อผ้าตรงราวเหล็กกั้นระเบียงได้อีก เสื้อผ้าเยอะแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา จัดการได้สบายอยู่แล้วล่ะ
แม้ การอยู่คอนโดจะ มีพื้นที่จำกัด แต่ก็สามารถจัดการได้ถ้าหากรู้จักใช้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาประยุกต์ เท่านี้ก็สามารถหาทางแก้ปัญหาการตากผ้าได้อย่างง่าย ๆ แล้วล่ะจ้า ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องอบผ้าให้เปลืองเงินด้วยนะ

บทความอื่นๆน่าสนใจ
- ไอเดียที่ตากผ้า สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด
- 15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว
- ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น
- แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
-
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง
- เพิ่มสีสันในคอนโด ด้วยหมอนอิงสีสวย
- เลือกคอนโดชั้นไหน ดีกับผู้อยู่อาศัย
- ซื้อคอนโดทั้งที เลือกห้องไหนดี ตอนเลือกทิศไหนดี
- เลือกคอนโดแบบสตูดิโอ ดีหรือไม่
- แบบคอนโด สีเขียว สวยสดชื่น
- ลงทุนในคอนโด ปลอดภัย ไม่มีเสี่ยง
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว

http://homesdir.net/wp-content/uploads/2013/11/modern-swedish-family-house-interior-ideas-kitchen-and-dining-room-swedish-house-interior.jpg

  วิธี ทำความสะอาดห้องครัว ห้องที่จัดว่ามีคราบหนักกระจายอยู่เต็มไปทั่วทุกพื้นที่่ แต่ถ้าอยากทำความสะอาดห้องครัวแบบล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว เชื่อไหมคะว่าวิธีทำความสะอาดห้องครัวนั้นง่ายกว่าที่คุณคิดซะอีก

           ห้อง ครัวที่สะอาดหมดจดไม่ได้แค่ดูน่าทำอาหารเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงสุขอนามัยของทุกคนในบ้านก็จะปลอดภัยขึ้นด้วย ดังนั้นหากตอนนี้ห้องครัวของคุณมีสภาพไม่ใกล้เคียงคำว่าสะอาดเรียบร้อยสัก เท่าไร เราคิดว่าคุณคงต้องการวิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึกทุกตารางนิ้วมา เป็นไกด์ให้ทำตามแน่เลยใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นก็ลุยกันเลย

1. ถอดหัวเตาออกมาทำความสะอาด


           ไม่ว่าจะเป็นเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้า ส่วนมากเตาจะสามารถถอดประกอบได้หมด และก็มักจะเปื้อนไปด้วยคราบอาหารและเศษอาหารด้วย ฉะนั้นให้ถอดส่วนประกอบของเตาออกมาทำความสะอาดก่อนเป็นอันดับแรก โดยใช้น้ำล้างจานผสมน้ำอุ่นและฟองน้ำขัดทำความสะอาด แต่ในส่วนหัวเตาแนะนำให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดจนเกือบแห้งค่อย ๆ เช็ดเศษสกปรกที่ตกค้างอยู่ให้หมดไป

2. ทำความสะอาดหน้าเตา


           หลังจากล้างส่วนเตาแล้วตากทิ้งไว้ คราวนี้ถึงเวลาทำความสะอาดหน้าเตาแล้วค่ะ อุปกรณ์ก็เหมือนเดิม แค่น้ำอุ่น, น้ำยาล้างจาน และฟองน้ำนุ่ม ๆ เท่านั้นพอ ทว่าหากเจอคราบกำจัดยากอาจต้องขอแรงเบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชูมาช่วยหมัก คราบก่อนเช็ดออกด้วยฟองน้ำหมาด

3. จัดการปุ่มเปิดเตา


           ปุ่มเปิดเตาที่เยิ้มไปด้วยคราบมัน ให้ถอดออกมาแล้วทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานหรือน้ำสบู่ผสมน้ำอุ่น เพียงแต่ต้องตรวจสอบก่อนนะคะว่า น้ำยาล้างจานหรือสบู่ที่ใช้ไม่มีส่วนผสมของแอมโมเนียอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นปุ่มเตาแก๊สของเราอาจด่างดำได้

4. ปล่องดูดควันต้องสะอาดด้วย


           สำหรับห้องครัวที่ติดตั้งปล่องดูดควันไว้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจานไปเช็ดทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอก ปล่องดูดควันให้หมดจด แล้วต่อไปก็ควรถอดฟิลเตอร์ปล่องดูดควันมาล้างด้วยน้ำยางล้างจานเป็นประจำทุก เดือนด้วยนะคะ

5. ทำความสะอาดเตาอบ

           เริ่มจากถอดตะแกรงออกมาแช่น้ำอุ่นผสมน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจานประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจึงใช้ฟองน้ำขัดทำความสะอาดตะแกรงก่อนนำไปตากลมให้แห้ง เสร็จแล้วผสมเกลือป่น ¼ ถ้วยตวง, เบกกิ้งโซดา ¾ ถ้วยตวง และน้ำสะอาด ¼ ถ้วยตวง โดยก่อนป้ายสวนผสมที่เตรียมไว้ให้ทั่วเตาอบ ให้ใช้กระดาษฟอยล์หุ้มส่วนผังวงจรหรือส่วนที่ไม่ควรโดนน้ำให้มิดชิดก่อนจึง ค่อยละเลงน้ำยาที่ผสมลงไป ทิ้งไว้ข้ามคืน วันรุ่งขึ้นค่อยเช็ดคราบออกด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด
6. ล้างตู้เย็น

           ถอดปลั๊กตู้เย็นเพื่อความปลอดภัยแล้วเริ่มเคลียร์พื้นที่ตู้เย็นให้โล่ง รวมทั้งถอดชิ้นส่วนที่ถอดได้ออกมาล้างด้วยน้ำยาล้างจานเสร็จแล้วตากลมให้ แห้ง จากนั้นผสมเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ ¼ ถ้วยตวง สำหรับใช้เป็นน้ำยาล้างตู้เย็น แล้วจัดการทำความสะอาดตู้เย็นด้วยฟองน้ำหรือผ้าขนหนูให้ทั่วทุกตารางนิ้ว ตามด้วยเช็ดคราบออกด้วยผ้าชุบน้ำ ก่อนเช็ดพื้นที่ให้แห้งอีกครั้ง แล้วนำชิ้นส่วนที่ถอดออกไปล้างกลับเข้าที่ตามเดิม

7. ทยอยนำอาหารเข้าตู้เย็น

           เมื่อคัดแยกอาหารเน่าเสียออกไปแล้ว ให้คุณทยอยเก็บอาหารที่เหลือเข้าตู้เย็น โดยก่อนแช่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกาะติด อยู่ออกไปให้หมดจด พร้อมกันนั้นแนะนำให้เทเบกกิ้งโซดาใส่ถ้วยแล้วนำไปแช่ในตู้เย็นเพื่อดับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยนะคะ

8. เช็ดช่องแช่แข็งให้สะอาด

          แม้ช่องแช่แข็งจะมีอุณหภูมิติดลบ ดูเหมือนจะไม่มีความสกปรกเท่าไร ทว่าจุดอับอย่างนี้กลับมีความสกปรกซ่อนอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นเราก็ควรทำความสะอาดด้วยการผสมน้ำ 1 ถ้วยตวง, น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา และน้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา ลงในขวดสเปรย์ เขย่าให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วนำไปฉีดให้ทั่วช่องแช่แข็ง ทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ให้หมดจด แค่นี้คราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งหลายก็หายวับไปกับตาแล้วจ้า

9. จัดระเบียบตู้เก็บของ


           บางคนเก็บอาหารแห้งไว้ในตู้เก็บของหรือไม่ก็เก็บพวกจาน ชาม และเครื่องครัวต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้หยิบของในตู้มาใช้สักเท่าไร กลายเป็นเปิดโอกาสให้ฝุ่นไรและความสกปรกทั้งหลายมาสะสมอยู่ในนี้เต็มไปหมด ดังนั้นอันดับแรกให้เคลียร์ตู้เก็บของให้โล่ง คัดของหมดอายุและเหลือใช้ทิ้งไป จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดทำความสะอาด ตามด้วยผ้าแห้งทันทีเพื่อป้องกันตู้เก็บของเป็นคราบน้ำ สุดท้ายให้ทยอยเก็บของเข้าตู้เหมือนเดิม

10. เคาน์เตอร์ครัวสะอาดเอี่ยม

           สำหรับเคาน์เตอร์ครัวที่ถูกใช้งานเป็นประจำควรเช็ดทำความสะอาดทุกครั้งหลัง การใช้งาน ทว่าสำหรับคราบหนักฝังแน่นต้องจัดการด้วยน้ำยาทำความสะอาดสำหรับห้องครัว โดยเลือกชนิดน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมกับพื้นผิวเคาน์เตอร์ของคุณด้วย

11. ขจัดคราบอ่างล้างจาน

           ผสมน้ำอุ่นจัดกับน้ำยาล้างจานแล้วใช้ฟองน้ำชุบทำความสะอาดให้ทั่วบริเวณอ่าง ล้างจาน และต้มน้ำผสมน้ำยาล้างจานพร้อมทั้งน้ำส้มสายชูเล็กน้อย รอจนน้ำเดือดจัดจึงนำไปเทลงท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างจานทันที เพื่อกำจัดทุกสิ่งอุดตันและคราบมันที่ตกค้าง

12. จัดการคราบน้ำด่างเป็นรอย

           คราบน้ำสีขาวที่ปรากฏอยู่บนก๊อกน้ำสามารถกำจัดได้ง่าย ๆ ด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่ง จากนั้นนำผ้าขนหนูมาชุบก่อนนำไปเช็ดก๊อกน้ำให้ทั่ว เสร็จแล้วเช็ดอีกครั้งด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด

13. ทำความสะอาดเครื่องครัว


           เครื่องครัวอย่างไมโครเวฟและเครื่องปั่น รวมทั้งเครื่องครัวชนิดอื่น ๆ ควรนำออกมาทำความสะอาดด้วย โดยทางที่ดีให้ทำความสะอาดตามคำแนะนำจากคู่มือการใช้งาน ส่วนไมโครเวฟสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ๆ ด้วยการบีบน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า นำไปอุ่นในไมโครเวฟด้วยอุณหภูมิสูงนาน 1 นาที จากนั้นใช้ฟองน้ำเช็ดคราบเปื้อนให้หมดจด

14. ปัด กวาด เช็ด ถู

           เมื่อเคลียร์องค์ประกอบอื่น ๆ ในห้องครัวเกือบครบแล้ว คราวนี้ได้เวลามาจัดการทำความสะอาดพื้นที่โดยรวม โดยเริ่มแรกให้ปัดฝุ่นทุกพื้นที่ เน้นตามมู่ลี่ด้วย จากนั้นจึงค่อยกวาดฝุ่นให้สะอาดหรือจะดูดฝุ่นแทนก็ได้ ปิดท้ายด้วยการใช้ไม้ม็อบถูพื้นเป็นอันเรียบร้อย

15. นำขยะไปทิ้ง

           งานสุดท้ายให้คุณไล่เก็บขยะจากทุกส่วนใส่ถุงปิดปากถุงให้สนิท ก่อนนำออกไปทิ้งให้เรียบ แค่นี้ก็ปิดจ็อบได้เลยจ้า


           ใคร ที่เคยเกี่ยงงานทำความสะอาดห้องครัวเพราะคิดว่ายุ่งยาก พอได้รู้วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึกแบบนี้แล้วน่าจะกระตุ้นให้อยาก ทำความสะอาดห้องครัวได้ไม่มากก็น้อยเนอะ


บทความอื่นๆน่าสนใจ
- 15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว
- ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น
- แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
-
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง
- เพิ่มสีสันในคอนโด ด้วยหมอนอิงสีสวย
- เลือกคอนโดชั้นไหน ดีกับผู้อยู่อาศัย
- ซื้อคอนโดทั้งที เลือกห้องไหนดี ตอนเลือกทิศไหนดี
- เลือกคอนโดแบบสตูดิโอ ดีหรือไม่
- แบบคอนโด สีเขียว สวยสดชื่น
- ลงทุนในคอนโด ปลอดภัย ไม่มีเสี่ยง
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น

       ในช่วงฤดูร้อน ปัญหาที่มารบกวนใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างของอาคารต่าง ๆ มากที่สุดคือ การได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าแอร์ไม่เย็น  “ฮัลโหล ฝ่ายช่างใช่ไหมคะ ตอนนี้แอร์ไม่เย็นเลย ห้องทำงานท่านประทานฯ ร้อนจะแย่อยู่แล้ว ช่วยขึ้นมาดูเดี๋ยวนี้ได้ไหม” เสียงตามสายแจ้งแอร์ไม่เย็นมักจะมีอารมณ์ไม่เย็นแฝงมาด้วย เพราะอากาศรอบ ๆ ตัวก็ไม่เย็น แถมยังโดนเจ้านายอารมณ์เสียใส่อีกต่างหาก เมื่อได้รับแจ้งปัญหาแอร์ไม่เย็น สิ่งที่ช่างเกือบทุกคนต้องดูเป็นสิ่งแรกคือ เทอร์โมสตาตตั้งไว้ถูกต้องหรือไม่    ถ้าตั้งไว้สูงเกินไป ก็ปรับลดลงมากเป็นอันหมดปัญหา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่โชคดีอย่างนั้น      เพราะเทอร์โมสตาตมักจะตั้งไว้ถูกต้องอยู่ที่ 23-23 องศาเซลเซียส (หรือต่ำกว่า) แต่อุณหภูมิในห้องก็ยังสูง 29-30 องศาเซลเซียสอยู่    มาถึงตอนนี้ช่างเกือบทั้งร้อย  ก็จะตั้งเทอร์โทสตาตต่ำลงไปอีก บางทีก็บิดกันจดสุด   โดยมีความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามันจะช่วยให้เย็นขึ้นบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ช่วยอะไร เพราะถ้าเครื่องปรับอากาศปกติดีอยู่ก็จะต้องทำความเย็นตามที่ตั้งไว้เดิมได้ อยู่แล้ว ไม่ต้องมาตั้งกันลงไปอีก
          ถ้า ท่านเคยพบปัญหาลักษณะนี้ บทความนี้อาจช่วยท่านได้ ในการตรวจสอบไปทีละตอน เพื่อให้รู้แน่ว่าปัญหาแอร์ไม่เย็นเกิดจากอะไรกันแน่ แล้วจะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด เหมือนกับเกาได้ถูกที่คัน   เมื่อพบปัญหาแอร์ไม่เย็นให้เริ่มตรวจสอบตามหัวข้อดังนี้
          ตรวจ สอบอุณหภูมิลมจ่าย  การตรวจสอบอุณหภูมิลมจ่ายทำโดยใช้เทอร์โมมิเตอร์ ถ้าจะให้ดีควรเป็นแบบดิจิตอล ซึ่งจะวัดได้แม่นยำและรวดเร็วกว่า วิธีวัดควรวัดให้ใกล้กับหน้ากากจ่ายลมเย็นให้มากที่สุด ถ้าจะให้ดีควรยื่นเข้าไปวัดในหน้ากากจ่ายลมเลย แต่ต้องระวังไม่ให้หัววัดสัมผัสกับหน้ากาก
          การตรวจสอบ
1. ถ้าวัดได้ 10-15 C ถือว่าปกติ
2. ถ้าวัดได้สูงกว่า 15 C ถือว่าสูงผิดปกติ ให้ตรวจสอบดังนี้
   A. การตรวจทั่วไป
- ตรวจสอบว่ามี fresh air เข้ามามากเกินไปหรือไม่
- ตรวจสอบว่าท่อลมกลับรั่วและดูดลมร้อนเข้ามาหรือไม่
- ตรวจสอบว่าในช่องฝ้า หรือในจั่วมีรอยรั่วให้ลมร้อนเข้ามาได้หรือไม่ ในกรณีดูดลมกลับเหนือฝ้า
   B. แอร์แบบ Split type  
- ตรวจสอบว่าน้ำยาหมดหรือไม่
- ตรวจสอบว่าคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนสกปรกหรือไม่
- ตรวจสอบว่ามีสิ่งกีดขวางทางระบายลมร้อนหรือไม่
- ตรวจสอบว่าลมร้อนถูกดูดย้อนกลับหรือไม่
   C. แอร์แบบน้ำเย็น
- ตรวจสอบอัตราไหลน้ำเย็นว่าตรงตามข้อกำหนดหรือไม่ (ปกติจะต้องการ 2.4 gpm/ตัน)
- ตรวจสอบอุณหภูมิน้ำเข้าเครื่องว่าสูงกว่าข้อกำหนดหรือไม่ (ปกติจะมีค่า 45 F)
- ตรวจสอบว่าคอยล์สกปรกหรือไม่
            หากตรวจสอบตามรายการด้านบนแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ    ก็อาจเป็นไปได้ว่า เครื่องแอร์มีขนาดทำความเย็นไม่เพียงพอ หรือเครื่องแอร์มีขนาดเล็กเกินไปนั่นเอง ทั้งนี้ขอให้ตรวจสอบปริมาณลมจ่ายในข้อถัดไป และแก้ไขให้มีลมจ่ายมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ห้องเย็นขึ้นได้ หากเครื่องแอร์มีขนาดเล็กเกินไปไม่มากนัก
            ตรวจสอบปริมาณลมจ่าย  การ วัดปริมาณลมจ่าย  ทำโดยวัดความเร็วลม แล้วนำไปคูณกับพื้นที่ของหน้ากากจ่ายลม เครื่องวัดความเร็วลมมีหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องแบบใบพัด ซึ่งมีความแม่นยำและราคาไม่แพง    สำหรับหน้ากากลมขนาดใหญ่ควรวัดความเร็วลมหลาย ๆ จุด แล้วนำค่ามาเฉลี่ยกัน สำหรับหัวจ่ายลมติดเพดานจะสะดวกกว่าถ้าทำกรวยไปครอบแล้วต่อคอลงมาถึงระดับ ที่วัดได้ง่าย
            การตรวจสอบ
1. ตรวจสอบปริมาณลมว่าน้อยกว่าที่กำหนดหรือไม่ ถ้าไม่ มีแบบหรือข้อกำหนดให้พิจารณาดังนี้
- ห้องทั่วไป ควรมีปริมาณลมจ่าย 15-30 cfm/m2
- ห้องติดริมกระจก ควรมีปริมาณลมจ่าย 30-40 cfm/m2
2. เมื่อพบว่าปริมาณลมจ่ายน้อยเกินไปให้ตรวจสอบดังนี้
- ตรวจสอบว่าแผงกรองอากาศอุดตันหรือไม่
- ตรวจสอบว่าความเร็วรอบของพัดลมต่ำกว่าข้อกำหนดหรือไม่ หรือตรวจสอบว่า
สายพานสลิปหรือไม่
- ตรวจสอบว่าลมไปออกห้องอื่นๆ มากเกินไปหรือไม่
- ตรวจสอบว่ามีท่อลมรั่วตามตะเข็บรอยต่อหรือไม่
- ตรวจสอบว่าท่อลมอ่อนฉีกขาดหรือไม่
- ตรวจสอบว่ามีลมรั่วที่รอยต่อระหว่างคอหัวจ่ายกับท่อลมหรือไม่
            โดยทั่วไปแล้วปัญหาแอร์ไม่เย็นมากกว่า 90%  จะเกิดจากปัญหาอุณหภูมิลมจ่าย สูงเกิน หรือปริมาณลมจ่ายน้อยเกินไป หรือเกิดจากทั้งสองอย่างพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อตรวจสอบตามรายการข้างต้นแล้วก็น่าจะพบสาเหตุของปัญหา และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องต่อไป

บทความอื่นๆน่าสนใจ
ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น 
แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่ 
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว 
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน 
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด 
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง 
โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiLjPUeMu14qc_16pdVFovMB9fBS9ind0b-COmyKDPjXWagX23nEm7_IAtWmRie8Y4UbeHwm_5i9lEGXEsq6mHV0uhvGP_-R0xZECMS8Ijp2vcXbXxHlmO5Io1KGwvL1vSRm8p-LKC1HEUj/s1600/elephant+artwork+m+design+interiors.png

ปีเก่าผ่านไปปีใมห่ใกล้เข้ามาบ้านไหนที่ไม่สดชื่นมาตลอดทั้งปี เงินทองขาดมือ ความเป็นในบ้านไม่สงบสุข งั้นเรามาแต่งบ้านรับโชคลาภในปีใหม่นี้กันเถอะค่ะ...จะได้เหมือนมีบ้านใหม่รับโชคในวันปีใหม่ค่ะ
1. ส้ม เป็นรูปภาพหรือผลไม้จริง ๆ เลยก็ได้ มาใส่ตะกร้าบนโต๊ะในห้องรับแขก
2. ทับทิม ควรปลูกไว้หน้าบ้าน จะได้ลูกหลานดี และ ไม่มีภัยเข้าบ้าน
3. โต๊ะ ควรเลือกเป็นทรงกลม หรือ แปดเหลี่ยม หากเป็นสีเหลี่ยม มุมโต๊ะควรเป็นมนโค้ง ไม่ควรเป็นมุมแหลม เพื่อส่งเสริมสิริมงคลให้แก่บ้าน สามารถขจัดพลังชั่วร้ายและดึงดูดความเจริญเข้าบ้านได้
4. ของแต่งบ้านรูปหมู เป็นสัญลักษณ์ของโชคและความอุดมสมบูรณ์
5. ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาและโชค ควรตั้งช้างไว้ในห้องรับแขก และไม่ควรตั้งช้างหันหน้าออกทางหน้าประตูโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ครอบครัววุ่นวายมีแต่เรื่องขัดแย้ง
6. พัด ใช้ตกแต่งบ้านจะช่วยบันดาลให้คุณและคนในครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข และ มีข่าวดีเข้ามาอยู่เสมอ
7. เต่า จะเป็นตุ๊กตาหรือรูปปั้นเต่าก็ได้ ให้ไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งในบ้านหรือในห้องนั่งเล่น จะส่งผลให้คนในบ้านมีสุขภาพดีอายุยืน ยกเว้นอย่าเอาไว้ในห้องทำงาน เพราะจะทำให้มีผลต่อการทำงานให้ล่าช้า
8. ไก่ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาหรือรูปปั้นที่เป็นวัสดุอื่นใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นสิริมงคลต่อบ้านในทางเรียกโชคลาภเงินทองไหลมาเทมา
9. แต่งบ้านด้วยเครื่องปั้นดินเผา ไม่จำกัดว่าเป็นรูปทรงใดซึ่งจะทำให้คนในบ้านมีฐานะการเงินที่มั่นคงแข็งแรง


บทความอื่นๆน่าสนใจ
แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่ 
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว 
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน 
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด 
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง 

โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย


วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่

http://homedesignspro.com/wp-content/uploads/Interior-Home-Paint-Color-Ideas.jpg

สำหรับ คนที่อยู่บ้านของตัวเองมานานแสนนาน ทำให้บ้านสวยของเราสีที่ทาภายนอกซีดจืดจางลงไปนั้น วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้บ้านมีชีวิตชีวามากขึ้นก็ทำได้ด้วยการทาสีบ้านใหม่ เพียงเท่านี้ก็ทำให้บ้านเก่าของเราดูสวยเหมือนใหม่ได้ ทางทีมงานจึงได้ตามหาสุดยอดเทพเทคนิควิธีทาสีบ้านแบบคร่าวๆ มาให้ชม สำหรับเพื่อนที่ต้องการทาสีบ้านเอง หรือ เลือกทาเฉพาะส่วนที่ทาได้ง่าย บทความนี้รวมถึงวิธีการเลือกสี อุปกรณ์ที่ใช้ในการทาสี รวมถึงเทคนิคการทาสีแบบง่ายๆ อีกด้วย งานนี้ไม่่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่าก็ทำให้เรามั่นใจและคล่องแคล่วที่จะ ทาสีบ้านกันมากขึ้นครับ
สีที่ใช้สำหรับงานปูน ได้แก่ สีทารองพื้นและสีจริง แตกต่างกันอย่างไร มีคำอธิบายครับ
1.สีทารองพื้น มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันครับ ได้แก่
- สีทารองพื้นชนิดที่ทำจากอะคริลิก ซึ่งจะช่วยป้องกันเชื้อราใช้ทารองพื้นผนังปูนฉาบทั่วๆ ไปก่อนทาควรผสมน้ำเจือจางประมาณ 20% ของสี
- สีทารองพื้นชนิดที่ทำมาจากอัลคาไล สีชนิดนี้นอกจากจะป้องกันเชื้อราได้ดีแล้วยังป้องกันความชื้นได้ดีกว่าสีทา รองพื้นชนิดที่ทำจากอะคริลิกการใช้งานกับบ้านเก่าควรเลือกสีประเภทนี้ ชนิดรองพื้นปูนเก่า ผสมน้ำ 20% ทารองพื้นก่อนทาสีจริง
2.สีจริง หรือที่เราเคยได้ยินกันติดหูว่าสีน้ำพลาสติกนั่นล่ะครับ สีพวกนี้ทำมาจากสารจำพวกลาเท็กซ์และอะคริลิก
มี การยึดเกาะและยืดหยุ่นที่ดี มีส่วนผสมที่สามารถต่อต้านเชื้อราเหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเราทำ ความสะอาดง่ายก่อนใช้ควรผสมน้ำให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมตามที่ผู้ผลิตสีแนะนำ ไว้ (ข้างกระป๋องไงครับ)
สีที่ใช้สำหรับงานไม้
สี ชนิดนี้มีประโยชน์ในด้านการป้องกันไม่ให้ความชื้นจากภายนอกเข้าไปทำลาย เนื้อไม้ และ ยังช่วยรักษาความชื้นสัมพัทธ์ของเนื้อไม้เอาไว้ได้ดี ไม้จึงไม่เกิดการแตกร้าว หากได้รับการทาสีอย่างถูกวิธีสีทาไม้แบ่งออกเป็น 2 ชนิดเช่นเดียวกับสีทาปูน คือ สีรองพื้นและสีจริง
1.สี ทารองพื้นไม้ มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันครับ ได้แก่ สีทารองพื้นไม้ชนิดผสมอะลูมิเนียม ใช้ทารองพื้นไม้ชั้นแรกเพื่อป้องกันยางไม้และความชื้นภายในไม่ให้ไหลออกมา ปะปนกับสีจริง สีทารองพื้นไม้สีน้ำมัน เป็นสีที่แห้งเร็วเนื่องจากมีทินเนอร์เป็นส่วนผสมทำให้สีเจือจางเหมาะสำหรับ ทารองพื้นครั้งแรกหรือทาทับไม้ที่เคยทาสีอื่นมาก่อนสีชนิดนี้ทนทานต่อรอยขีด ข่วนดี และทนความร้อนได้สูงถึง 90 องศาเซลเซียส
2.สี จริง คือ สีที่ทาลงไปชั้นนอกสุดเพื่อความสวยงาม สามารถเลือกได้ว่าจะใช้สีโทนไหนจะเอาหวานแหววหรือเข้มขรึมสักแค่ไหน แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่านส่วนใหญ่ทำมาจากใยสังเคราะห์ เนื้อสีที่ทาแล้วจะมีความมันเป็นเงางาม มีการต้านทานเชื้อราที่ดีทนการขีดข่วนพอสมควร บางชนิดทนความร้อนได้สูงถึง 93 องศาเซลเซียส
สีที่ใช้สำหรับงานโลหะ จัดแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือสีทารองพื้นและสีจริง
1.สี ทารองพื้นโลหะ มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันครับ ได้แก่ สีทารองพื้นโลหะชนิดผสมผงซิงค์โครเมท ภาษาชาวบ้านก็สีกันสนิมนั่นล่ะครับ สีชนิดนี้จะทำหน้าที่ป้องกัน ไม่ให้เหล็กสูญเสียอิเล็กตรอนให้กับอากาศ ดังนั้นเหล็กจึงไม่เกิดสนิม ก่อนทาควรกำจัดสนิมให้หมดเสียก่อน แล้วผสมให้เจือจางด้วยทินเนอร์ สีทารองพื้นโลหะชนิดที่ทำมาจากอีพอกซี่ ใช้ทารองพื้นผิวที่เป็นเหล็กป้องกันการกัดกร่อนได้ดีมาก สีชนิดนี้ส่วนใหญ่จะใช้ทารองพื้นโลหะในเรือเดินสมุทร
2.สี จริง เป็นสีที่ใช้ทาทับเพื่อความสวยงาม เป็นสีน้ำชนิดเดียวกับที่ใช้ทาไม้นั่นล่ะครับ เนื่องจากสีน้ำมันมีคุณสมบัติการยึดเกาะได้ดีทั้งไม้ ปูน และโลหะ (ผิวไม่เรียบ)
อุปกรณ์ทาสี
เครื่อง ไม้เครื่องมือที่คุณจะต้องเตรียมสำหรับการทาสีก็เป็นสิ่งจำเป็น เช่นกัน ต้องเลือกใช้ให้ถูกประเภทของสี เป็นความรู้ในการเลือกซื้อถูก จะได้ไม่ต้องเสียเงินฟรี หรือเสียเวลาเอาไปเปลี่ยนการทาสีน้ำมัน คุณจะต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1.แปรง สำหรับทาสีน้ำมัน มีขนาดความกว้างหลายขนาด หากพื้นที่กว้างก็เลือกชนิดหน้ากว้าง หากพื้นที่แคบก็เลือกขนาดเล็กๆ สักหน่อยสีจะได้ไม่เลอะส่วนที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณที่จะทา
2.ภาชนะ ผสมสี ควรเตรียมให้มีขนาดที่เหมาะสมเพราะการผสมสีต้องผ่านกรรมวิธีการคนสีให้เข้า กับทินเนอร์ก่อนทาไม่ควรใช้ภาชนะพลาสติกนะครับเพราะทินเนอร์หรือน้ำมันสน นั้นจะกัดเนื้อผิวพลาสติกจนละลาย
3.ภาชนะ แช่และล้างแปรง เมื่อทาสีเสร็จเรียบร้อย แปรงต่างๆ ยังคงสามารถเก็บไว้ใช้ได้ดังนั้นเราควรมีภาชนะสำหรับแช่และทำความสะอาดแปรง ด้วยภาชนะไม่ควรเป็นพลาสติก เพราะทินเนอร์หรือน้ำมันสนนั้นจะกัดเนื้อผิวพลาสติกจนละลายเช่นกัน
การทาสีน้ำพลาสติก มีอุปกรณ์ต่างออกไปจากสีน้ำมันดังนี้ครับ
1.แปรงดอก หญ้า (ทำมาจากดอกหญ้า) ชนิดเดียวกับที่เราใช้กวาดบ้านนั่นล่ะแต่จะไม่มีด้ามมัดให้ปลายดอกบานออกใช้ จุ่มสีทาได้ ช่างมืออาชีพส่วนใหญ่จะใช้แปรงชนิดนี้แปรงชนิดนี้ใช้แรกๆ มักจะมีสีเหลืองตกออกมา ดังนั้นควรแช่น้ำให้สีตกออกมาเสียก่อน จึงนำไปใช้ทาสีได้
2. ลูกกลิ้ง จะดีกว่าแปรงตรงที่ทาสีได้สม่ำเสมอ และรวดเร็วกว่าแต่ลูกกลิ้งไม่สามารถทาแทรกเข้าไปตามซอกมุมได้ ดังนั้นจึงต้องใช้แปรงช่วยในการเก็บงานอีกครั้งหนึ่ง
การเตรียมพื้นผิว
1.ผิว โลหะ : ถ้าเป็นสนิม อย่ามองข้ามให้กำจัด (ให้สิ้นซาก) ให้หมดก่อนด้วยการใช้กระดาษทรายขัดบริเวณที่เป็นสนิม แล้วทารองพื้นกันสนิมก่อนทาสีจริงทับ
2.ผิว ไม้ : ต้องมั่นใจว่าไม้นั้นแห้งสนิทแล้วจึงทำการขัดด้วยกระดาษทรายให้เรียบเช็ด ฝุ่นผงไม้ที่เกิดจากการขัดออกให้หมด ก่อนทาทับด้วยสีรองพื้นไม้กันเชื้อราหากเป็นไม้เก่าที่ผ่านการทาสีมาแล้ว แต่สภาพดีก็สามารถใช้กระดาษทรายบะเอียดขัดได้เลยก่อนล้างฝุ่นออกรอให้แห้ง สนิท แล้วจึงทาสีทับต่อไปแต่ถ้าสีเดิมมีการหลุดร่อน แตกลาย จะต้องใช้น้ำยากัดสีเก่าออกก่อน น้ำยากัดสีตัวนี้แรงนะครับก่อนใช้ต้องมีการป้องกีนร่างกายของเราด้วยการใส่ ถุงมือและระวังอย่าให้กระเด็นถูกส่วนต่างๆ ของร่างกายเพราะว่าจะแสบมาก เมื่อลอกสีเก่าออกหมดแล้ว ควรทำความสะอาด จากนั้นทารองพื้น 2 ครั้งทิ้งระยะเวลาห่างกัน 24 ชั่วโมง ก่อนทาทับอีกครั้ง หรือตามคำแนะนำของแต่ละผลิตภัณฑ์ (ข้างกระป๋อง)ส่วนสีจริงต้องทาชั้นแรกทิ้งไว้ 16 ชั่วโมงแล้วค่อยทาชั้นที่ 2
3.ผิว ปูน : หากเป็นผนังปูนใหม่ต้องรอให้ผนังแห้งดีเสียก่อนแล้วใช้กระดาษทรายลูบเพื่อ ให้เม็ดทรายหรือคราบน้ำปูนหลุดออก ก่อนทาทับด้วยสีรองพื้น และสีจริงตามลำดับหากเป็นผนังเก่าให้ตรวจดูสภาพหากชำรุดมากให้ทำการล้างและ ขัดออกด้วยแปรงลวดจากนั้นอุดโป้วรอยร้าวก่อนทำการขัดด้วยกระดาษทราย ทารองพื้นด้วยสีรองพื้นปูนเก่า 1 ครั้งและสีจริง 3 ครั้งก็เป็นอันพอจะรู้ขั้นตอนต่างๆ ของการทาสีกันบ้างแล้วนะครับสำหรับท่านใดที่ไม่มีเวลาแต่อยากเปลี่ยนบ้าน หลังเก่าของคุณให้ดูใหม่ก็จ้างช่างครับแต่เตือนกันไว้สักเล็กน้อยครับ ช่างบางคนตบตาเจ้าของบ้านเพราะความขี้เกียจ เช่นการเตรียมผิวไม้ต้องขัดกระดาษทรายให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงทาสีช่างบางคน แอบใช้สีพลาสติกทาทับอุดรอยเสี้ยนไม้ไปเลย รอจนแห้งแล้วใช้สีน้ำมันทาทับดูว่างานสีน้ำมันค่อนข้างเรียบร้อยแต่นานไปจะ เกิดการแตกและหลุดร่อนออกมาต้องรื้องานมาซ่อมกันใหม่ภายหลังแบบนี้ไม่ดีแน่ หากมีเวลาแอบดูวิธีการทำงานของช่างบ้าง ก็จะดีนะครับ


บทความอื่นๆน่าสนใจ
- เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง

- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย