แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แต่งสวน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แต่งสวน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“มือใหม่” ซื้อบ้าน มักผิดพลาดในเรื่องใด

     สำหรับผู้ที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม หลังแรก จะต้องศึกษาในข้อจำกัดต่างๆ ให้ดี เพราะอาจมีข้อผิดพลาดในด้านต่างๆ แต่จะมีข้อใดที่ผู้ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม มือใหม่จะต้องระวังควรจะมีอะไรบ้าง 

http://2.bp.blogspot.com/-OHe3EcThPFU/VaMcjqly6DI/AAAAAAAAA7U/9bOBGf4rZfQ/s1600/58-07-13.jpg


      1. ซื้อเกินงบ ส่วนใหญ่จะมองว่าเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยก็จะได้หลัง/ห้องชุดที่ต้องการ  แต่ทางที่ถูกคือ มีงบเท่าไหร่ ควรซื้อเท่านั้น

     2. ตัดสินใจเร็วไป  เช่น เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ก็ตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ทันที ทั้งๆที่อาจอยู่ได้ไม่นานก็ต้องย้ายงานอีก หรือบางทีแค่ทำงานไม่ครบปีก็จะซื้อบ้านซื้อคอนโดฯ แล้ว ทางที่ดี ถ้าต้องอยู่อาศัยเป็นพักๆ ไม่แน่นอนก็อาจใช้วิธีลองเช่าดูก่อนแล้วค่อยซื้อ  หรือถ้าการงานยังไม่มั่นคง ทำงานเก็บเงินไปก่อนรอให้พร้อมแล้วค่อยซื้อ

      3. จ่ายดาวน์น้อยเกินไป หลายคนชอบความสบาย ใช้เงินคนอื่นซื้อ(กู้ธนาคาร)มากกว่าเก็บเงินซื้อเอง จึงมักเลือกที่จะดาวน์น้อยและกู้มากๆ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กู้ไม่ผ่านหรือได้วงเงินกู้น้อยกว่าที่ต้องการ ทางที่ดีควรวางเงินดาวน์สัก 20%ของราคา

     4. ไม่ได้สำรองค่าใช้จ่าย ซื้อบ้านไม่ได้จ่ายแค่เงินตามมูลค่าบ้าน แต่จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ มากมาย เช่น ค่าส่วนกลางล่วงหน้า,ค่าประกัน,ค่าโอน รวมถึงค่าตกแต่ง และของใช้

     5. มองข้ามรายละเอียดในสัญญา บ่อยครั้งที่เกิดปัญหาแล้วถึงค่อยกลับไปดู(อ่าน)สัญญา แต่ถึงตอนนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว  ฉะนั้น ก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้งต้องอ่านอย่างละเอียด ถ้าเห็นว่า ถ้าไม่ถูกต้องหรือถูกเอาเปรียบก็ต้องให้แก้ไขหรือเลี่ยงไปซื้อโครงการอื่น

      6. ชอบอัพเกรดตัวเองด้วยสิ่งของใหม่ๆ คนจำนวนไม่น้อยนิยมอัพเกรดตัวเองด้วยการซื้อของใหม่ๆ หรือคิดว่าซื้อของใหม่ใช้ของใหม่แล้วชีวิตจะดูดีขึ้น เมื่อซื้อบ้านใหม่แล้ว ก็อยากได้รถคันใหม่ หรือเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าของเดิมดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น เพราะรายได้ไม่มาก ไม่ควรแบกภาระหนี้มากเกินไป

เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : .home.co.th



บทความอื่นๆน่าสนใจ

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

สวนจิ๋วช่วยสร้างบรรยากาศในคอนโดมิเนียม

               การปลูกต้นไม้ช่วยทำให้เพลิดเพลินพักผ่อน  จากการทำงานที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน  และยังช่วยปรับเปลี่ยนบรรยากาศในคอนโดให้ สดชื่นและได้สัมผัสธรรมชาติ วันนี้เรามีไอเดียปลูกต้นไม้และทำสวนในคอนโดง่าย ๆ แบบไม่ต้องใช้พื้นที่มาก แถมยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะแยะ แค่มีมุมเล็ก ๆ กับของเหลือใช้ก็สร้างสวนจิ๋วแต่แจ๋วได้แล้วค่ะ

1. สวนจิ๋วในจุกก๊อก
            ไม่ว่าจะเป็นจุกก๊อกจากไวน์หรือจุกก๊อกขนาดต่างๆที่มีขายทั่วไป เพียงนำสว่านเจาะลงไปตรงกลางจุกก๊อก ความลึกประมาณครึ่งหนึ่งและคว้านให้เป็นช่องที่พอเหมาะ ในระหว่างที่กำลังทำควรใช้ความระมัดระวังให้มาก เนื่องจากมีโอกาสที่จุกก๊อกจะแตกได้ จากนั้นก็แค่นำต้นไม้เล็ก ๆ มาใส่ลงไป ติดแม่เหล็กด้านหลังสักหน่อย ก็เอาไปติดไว้ที่ตู้เย็นในคอนโด ก็ช่วยทำให้ดูสวยงามกว่าเดิม



2. ปลูกต้นไม้ในขวดเกลือ

            บางครั้งเครื่องครัวในคอนโดก็ มีสิ่งไม่จำเป็นต้องใช้งานเพื่อทำอาหารเสมอไป ในกรณีที่มีเครื่องครัวเหลือใช้ เช่น เหยือกใส่น้ำเชื่อม ขวดเกลือ หรือขวดน้ำตาล เพราะแค่เพียงล้างขวดเหล่านี้ให้สะอาด ก็นำมาปลูกต้นไม้ต่อได้แล้ว โดยเอาดินและหินมาเรียงเป็นชั้น ๆ ให้สวยงามตามต้องการ แล้วปลูกต้นไม้จิ๋วลงไป แค่นี้มองเห็นสวนขวดแก้วได้ทั้ง 360 องศา

3. ถ้วยกาแฟสวนสวย ๆ และแก้วน้ำดื่ม
            ส่วนถ้วยกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งภาชนะที่เอามาใช้ปลูกต้นไม้ได้เหมือนกัน ยิ่งเลือกถ้วยกาแฟสีสันสวย ๆ ก็ยิ่งทำให้ต้นไม้ดูเด่นขึ้น แค่ใส่ดินลงไปแล้วนำต้นกระบองเพชรหรือพวกไม้อวบน้ำมาใส่ก็เสร็จ และยิ่งนำมาวางในห้องนั่งเล่นในคอนโดก็ยิ่งทำให้เวลามานั่งพักผ่อนจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้


 

4. เพาะต้นไม้ในหนังสือเก่

            หนังสือเก่า ๆ ก็สามารถนำมาใช้แทนกระถางปลูกต้นไม้ได้เหมือนกัน แถมยังใช้พื้นที่ไม่มากด้วย เริ่มจากนำกาวทาขอบด้านข้างของหนังสือให้ทั่ว ยกเว้นปก ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน เพื่อให้หน้าหนังสือติดกันก่อน จากนั้นกรีดตรงกลางของหนังสือให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมความลึกพอประมาณ ไม่จำเป็นต้องกรีดให้ถึงปกหลัง เสร็จแล้วก็นำแผ่นพลาสติกมารองก่อนนำต้นมาปลูกเท่านั้นให้สวยงาม แค่นี้ก็ได้ของตกแต่งในคอนโดที่ไม่เหมือนใครและประหยัดเงินได้อีก


5. สวนหลอดไฟเล็ก ๆ

            หากมีหลอดไฟที่หมดอายุการใช้งานแล้วก็อย่าเพิ่งรีบนำไปทิ้ง เพราะสามารถนำมาสร้างสวนเล็ก ๆ สำหรับตกแต่งคอนโดได้ เริ่มจากนำไส้หลอดไฟด้านในออกมาทั้งหมด จากนั้นก็ทำความสะอาดหลอดไฟให้เรียบร้อย แล้วปลูกต้นไม้ตามชอบ พร้อมกับจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดูสวยงาม
 



บทความอื่นๆน่าสนใจ
- สวนจิ๋วช่วยสร้างบรรยากาศในคอนโดมิเนียม
- เริ่มต้นกับชีวิตคอนโดอย่างลงตัว
- หนังยางมีประโยชน์ที่ผู้อาศัยในคอนโดควรรู้
- แบบไอเดียตกแต่งคอนโด สำหรับครอบครัว
- เคล็ดลับคลายร้อนรับซัมเมอร์ให้บ้านหรือคอนโด
- ไอเดียตกแต่งห้องน้ำ เสริมฮวงจุ้ยในคอนโดมิเนียม
- เลือกโซฟาสำหรับคอนโดฯ พื้นที่จำกัด
- เปลี่ยนบรรยากาศห้องนอนให้น่าอยู่ในคอนโดมิเนียม แค่รู้จักเลือกโทนสี
- ฮวงจุ้ยห้องนอนที่ดี สำหรับคอนโด
- พื้นที่จำกัดในคอนโดก็สามารถทำความสะอาดเครื่องซักผ้าฝาหน้าแบบง่าย ๆ ไม่เปลืองแรง
- เปลี่ยนสิ่งของเดิมๆใน “คอนโดมิเนียม ” ให้กลายเป็นของใหม่สดใส
- จัดระเบียบคอนโดด้วย 20 ทริปง่ายๆ
- การจัดห้องในคอนโดมิเนียม ให้ดูดีมีสไตล์ทำได้ไม่ยาก
- เลือกสีห้องนอนในคอนโดมิเนียมให้ถูกโฉลกตามวันเกิด ทำให้หลับสบายได้เหมือนกัน
- 8 ไอเดียตกแต่งคอนโดแบบห้องสตูดิโอ
- มารู้จักรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS Skytrain)
- แต่งคอนโดสไตล์ลอฟท์
- 12 เคล็ดลับเนรมิตกระจกคอนโดให้ใสปิ๊ง
- สร้างบรรยากาศในคอนโด ด้วยกลิ่นของเทียนหอม
- อาหารกับชื่อมงคลที่ต้องรู้สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน
- เบื่อไหมกับการอยู่คอนโดและต้องทำความสะอาดเครื่องดูดควัน ในห้องครัว
- เพิ่มสีสันในคอนโด ด้วยดอกไม้แสนสวย
- 20 ไอเดียชั้นวางหนังสือติดผนังในคอนโด
- ทำไมถึงควรซื้อ “คอนโดแบบสตูดิโอ”


วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

7ข้อควรรู้ ก่อนจัดสวน ริมระเบียงคอนโด

http://www.cmc.co.th/files/picture/news/main/news-main-283-1395050260.jpg

ไม่ใช่เรื่องแปลก!!ถ้าความใฝ่ฝันของคนที่อาศัยอยู่คอนโดใน เมืองท่ามกลางสภาวะแวดล้อมอัน วุ่นวายของชีวิตในเมือง คือการที่ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ และได้สัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวสดในบ้านของตัวเอง วันนี้จึงมีข้อควรรู้ในการจัดสวนบนพื้นที่เล็กๆ เช่นระเบียง ชานบ้าน หรือพื้นที่กลางแจ้งขนาดย่อมมาฝากค่ะ

1. เช็คให้แน่ใจ
ก่อน ที่ เราจะเริ่มการตกแต่งระเบียงคอนโด หรือชานที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารควรตรวจสอบหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญใน ประสิทธิภาพของตัวระเบียงว่าสามารถแบกรับน้ำหนักได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากโครงสร้างในแต่ละอาคารจะมีความสามารถในการรับน้ำหนักที่แตกต่างกัน และในหลายๆอาคารก็ไม่สามารถทนต่อวัสดุบางชนิดได้ ซึ่งอาจตรงกับวัสดุที่เราคิดจะเลือกใช้อีกด้วย วิธีการตรวจสอบในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้เรามั่นใจในความปลอดภัยแล้ว ยังทำให้เราสามารถตัดสินใจเลือกวัสดุในการตกแต่งได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

2. กลางคืน หรือ กลางวัน?
พิจารณา ช่วงเวลาในการใช้พื้นที่ระเบียงหรือชานบ้าน หากเราเป็นคนที่ใช้เวลาในช่วงกลางวันไปกับการทำงาน และใช้เวลาในช่วงเย็นหรือช่วงกลางคืนในการพักผ่อน การนำแสงไฟมาเป็นส่วนประกอบในการตกแต่งจะทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์ในส่วน นี้ได้อย่างเต็มที่และยังใช้เป็นพื้นที่สร้างความเพลิดเพลินยามค่ำคืนได้อีก ด้วย

เราอาจใช้เทียนที่มีหลากหลายขนาดเพื่อสร้างแสงที่สวยงามแทนโคมไฟ และความนุ่มของแสงเทียนยังช่วยเน้นบรรยากาศโรแมนติก

3. สร้างภาพมายา
เรา สามารถสร้างความรู้สึกให้ระเบียงเล็กๆของเราให้มีมิติได้โดยการจัดแต่งแบบ แบ่งชั้น(foreground, middle ground, background) การจัดแต่งในลักษณะนี้จะเป็นการช่วยสร้างภาพหลอกให้ระเบียงของเราดูมีขนาด และความลึกเพิ่มขึ้นได้

4. วัสดุที่ใช้(ใช่)
ลืม เรื่องสไตล์ของ ตัวเองไปได้เลยกับการเลือกวัสดุหรือกระถางใส่ต้นไม้ในการตกแต่งระเบียง เพราะกระถางต้นไม้สำหรับสวนกลางแจ้งนั้นควรทำจากวัสดุธรรมชาติ อย่างเช่น ไม้ ดินเผา หรือเหล็ก โดยวัสดุเหล่านี้สามารถเข้ากับการตกแต่งในสไตล์ต่างๆได้มากมายอีกด้วย และเราควรหลีกเลี่ยงการใช้กระถางที่ทำมาจากพลาสติกเพราะวัสดุเหล่านี้ไม่ทน ต่อแสงแดด และอาจส่งผลต่อระดับความหรูหราในระเบียงของเราได้

5. สีสร้างอารมณ์
การ ใส่สีสันลงไปในอุปกรณ์ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ กระถาง หรือดอกไม้พืชพรรณต่างๆ สามารถสร้างความรู้สึกให้กับสวนบนระเบียงของเราได้ เช่นถ้าเราต้องการบรรยากาศที่ดูอบอุ่นให้ลองใช้ สีส้ม สีแดง หรือสีเหลือง หรือหากต้องการระเบียงที่ให้ความรู้สึกที่เย็นสบายให้ใช้เฉดสีขาว ซึ่งเราอาจใช้สีน้ำเงิน หรือเขียวเพิ่มความสดชื่นได้

6. พื้นสวยช่วยดึงดูดใจ
การ เลือกใช้อุปกรณ์ปูพื้นเช่นพรมกลางแจ้งหรือแผ่นไม้เชื่อมแบบ inter-locking นอกจากจะช่วยปกปิดพื้นคอนกรีตที่แข็งกระด้างแล้ว ยังสร้างความน่าดึงดูดให้ระเบียงของเราอีกด้วยค่ะ

7. มากไปจะไม่งาม
ระมัด ระวังการเลือกใช้อุปกรณ์ และต้นไม้ตกแต่งระเบียงคอนโดขนาด เล็กของเราไม่ให้เยอะจนเกินพอดี การใช้อุปกรณ์ตกแต่งเพียงไม่กี่ชิ้นจะช่วยทำให้ระเบียงขนาดเล็กดูน่าสนใจ ขึ้นได้ ขณะเดียวกันการใช้ของตกแต่งมากเกินความจำเป็นก็สามารถทำให้ระเบียงของเราดู รกได้ค่ะ



บทความอื่นๆน่าสนใจ
- 7ข้อควรรู้ ก่อนจัดสวน ริมระเบียงคอนโด
- ไอเดียแต่งคอนโดเก๋ๆ แบบราคาสบายกระเป๋า
- เคล็ดลับเลือกซื้อบ้านและอาคารชุดคอนโด
- ฮวงจุ้ย 10 ประการ บั่นทอนโชคลาภ
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- ไอเดียที่ตากผ้า สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด
- 15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว
- ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น
- แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
-
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง
- เพิ่มสีสันในคอนโด ด้วยหมอนอิงสีสวย
- เลือกคอนโดชั้นไหน ดีกับผู้อยู่อาศัย
- ซื้อคอนโดทั้งที เลือกห้องไหนดี ตอนเลือกทิศไหนดี
- เลือกคอนโดแบบสตูดิโอ ดีหรือไม่
- แบบคอนโด สีเขียว สวยสดชื่น
- ลงทุนในคอนโด ปลอดภัย ไม่มีเสี่ยง
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด

http://www.e-singaporeproperty.com/image-files/minton-condominium-new-home-for-sale.jpg

ในช่วง 1-2 ปีนี้ตลาด คอนโด ขยาย ตัวมากในหลายจังหวัด จากเดิมปีหนึ่งมีคนทำโครงการออกขายแค่หนึ่งหรือสองโครงการ แต่ชั่วข้ามคืนเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งกระแสAEC การขยายตัวของธุรกิจโมเดิร์นเทรด-ห้างสรรพสินค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในเมืองที่เปลี่ยนแปลง ได้หลอมรวมเป็นเหตุที่ทำให้ตลาดคอนโด ในต่างจังหวัดเติบโตรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
แต่อาจเป็นเพราะ คอนโด ยัง เป็นเรื่องใหม่สำหรับตลาดต่างจังหวัด บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นจึงดูไม่ค่อยปกตินักอย่างการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กรณีที่ผู้ซื้อต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาเป็นเหตุการณ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้น
เกี่ยว กับเรื่องนี้กฎหมาย (พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2551) ก็ได้กำหนดว่า การซื้อขายอาคารชุดจะต้องใช้แบบสัญญาตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย และยังกำหนดว่าหากมีส่วนใดที่ไม่ได้ทำตามแบบนั้นและไม่เป็นคุณต่อผู้ซื้อ สัญญาส่วนนั้นไม่มีผลบังคับใช้และมีโทษปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน
และ ในแบบ สัญญาจะซื้อจะขายที่ประกาศออกมาก็กำหนดชัดเจนว่า "ในระหว่างที่สัญญานี้มีผล บังคับใช้ ผู้จะซื้อมีสิทธิที่จะโอนสิทธิตามสัญญานี้ให้แก่บุคคลอื่น โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่ผู้จะขาย โดยผู้จะขายตกลงจะไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มขึ้น ผู้จะขายจะต้องจัดให้ผู้รับโอนได้รับโอนไปซึ่งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดตามสัญญานี้" เหตุผลที่ได้มีข้อกำหนดนี้เพิ่มเติมเข้า มาในกฎหมายฉบับใหม่ เกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ผู้ซื้อ โดยเรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนสัญญาจนเกินเหตุ คราวละเป็นหมื่นหรือหลายหมื่นตามแต่ราคา คอนโด ที่ซื้อขาย กฎหมายจึงออกมาเพื่อคุ้มครองผู้ซื้ออุดช่องโหว่ตรงนี้
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับกันว่าการซื้อขาย คอนโด ส่วน หนึ่งผู้ซื้อไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอยู่อาศัย แต่เป็นการซื้อเพื่อลงทุนหรือบางส่วนอาจเป็นการเก็งกำไร ดังนั้นการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างผ่อนดาวน์จากคนซื้อมือแรกไปยังมือที่สอง ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้น ประกอบกับกฎหมายคุ้มครองเฉพาะกรณีผู้ซื้อผู้ขายได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน แล้วเท่านั้น จึงเป็นช่องโหว่ที่เจ้าของโครงการบางรายใช้เลี่ยง ให้ผู้ซื้อผ่อนดาวน์โดยใช้สัญญาจองแทน และเป็นเหตุให้เจ้าของโครงการยังสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสัญญาได้อยู่
โดย ขั้นตอนอาจเริ่มด้วยการเปิดจองแล้วทำ "สัญญาจองซื้อห้องชุด" แทนที่จะ เป็น "สัญญาจะซื้อจะขาย" ตามปกติ ลักษณะสัญญาจองหรือข้อความในสัญญาของบางโครงการมักเป็นการระบุรายละเอียด ห้องชุดแบบคร่าวๆ แต่จะมีใบแนบท้ายเป็นเงื่อนไขการชำระเงินหรือการผ่อนดาวน์อย่างละเอียด และที่ไม่ลืมก็คือเงื่อนไขการเปลี่ยนสัญญาที่ผู้ซื้อจะต้องจ่าย และเมื่อโครงการก่อสร้างใกล้เสร็จก็จะมีการเรียกมาทำสัญญาจะซื้อจะขาย หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการตรวจรับมอบห้องชุดและโอนกรรมสิทธิ์กันต่อไป
เป็น ที่สังเกตว่าช่วงเวลาระหว่างสัญญาจองมาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายจะกินระยะเวลา นาน ประมาณว่ารอตึกใกล้เสร็จค่อยเรียกมาทำสัญญาจะซื้อจะขาย และหลังจากนั้นไม่นานก็ให้รับโอนห้องชุดกันเลย
ดัง นั้นหากท่านเป็น ผู้ซื้อที่หวังจะลงทุนระยะสั้นจากการขายดาวน์ แล้วไปเจอกับกลยุทธ์การขายแบบนี้ก็ต้องรู้ไว้ เพราะถ้าไม่อยากเสียค่าเปลี่ยนชื่อก็ต้องรอให้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโครงการ ก่อนแล้วค่อยซื้อขายและถ้าให้รอจนถึงตอนนั้นเวลาก็เหลือไม่มากก็ต้องรับโอน ห้องชุดแล้ว ถ้าตึกเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ได้แน่นอนก็จะต้องหากู้เงินมารับโอนอย่างเดียว ฉะนั้นทำใจได้เลยว่ามันไม่ได้ง่าย
ทิ้ง ทายสำหรับผู้ซื้อที่สงสัยว่า ทำไมโครงการยังเรียกเก็บค่าเปลื่ยนสัญญาจากท่านอยู่ ก็ขอให้กลับไปดูสัญญาในมืออีกทีว่าเป็นสัญญาจองหรือสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วจะได้คำตอบ

บทความอื่นๆน่าสนใจ
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- ไอเดียที่ตากผ้า สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด
- 15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว
- ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น
- แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
-
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง
- เพิ่มสีสันในคอนโด ด้วยหมอนอิงสีสวย
- เลือกคอนโดชั้นไหน ดีกับผู้อยู่อาศัย
- ซื้อคอนโดทั้งที เลือกห้องไหนดี ตอนเลือกทิศไหนดี
- เลือกคอนโดแบบสตูดิโอ ดีหรือไม่
- แบบคอนโด สีเขียว สวยสดชื่น
- ลงทุนในคอนโด ปลอดภัย ไม่มีเสี่ยง
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย


วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว

http://homesdir.net/wp-content/uploads/2013/11/modern-swedish-family-house-interior-ideas-kitchen-and-dining-room-swedish-house-interior.jpg

  วิธี ทำความสะอาดห้องครัว ห้องที่จัดว่ามีคราบหนักกระจายอยู่เต็มไปทั่วทุกพื้นที่่ แต่ถ้าอยากทำความสะอาดห้องครัวแบบล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว เชื่อไหมคะว่าวิธีทำความสะอาดห้องครัวนั้นง่ายกว่าที่คุณคิดซะอีก

           ห้อง ครัวที่สะอาดหมดจดไม่ได้แค่ดูน่าทำอาหารเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงสุขอนามัยของทุกคนในบ้านก็จะปลอดภัยขึ้นด้วย ดังนั้นหากตอนนี้ห้องครัวของคุณมีสภาพไม่ใกล้เคียงคำว่าสะอาดเรียบร้อยสัก เท่าไร เราคิดว่าคุณคงต้องการวิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึกทุกตารางนิ้วมา เป็นไกด์ให้ทำตามแน่เลยใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นก็ลุยกันเลย

1. ถอดหัวเตาออกมาทำความสะอาด


           ไม่ว่าจะเป็นเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้า ส่วนมากเตาจะสามารถถอดประกอบได้หมด และก็มักจะเปื้อนไปด้วยคราบอาหารและเศษอาหารด้วย ฉะนั้นให้ถอดส่วนประกอบของเตาออกมาทำความสะอาดก่อนเป็นอันดับแรก โดยใช้น้ำล้างจานผสมน้ำอุ่นและฟองน้ำขัดทำความสะอาด แต่ในส่วนหัวเตาแนะนำให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดจนเกือบแห้งค่อย ๆ เช็ดเศษสกปรกที่ตกค้างอยู่ให้หมดไป

2. ทำความสะอาดหน้าเตา


           หลังจากล้างส่วนเตาแล้วตากทิ้งไว้ คราวนี้ถึงเวลาทำความสะอาดหน้าเตาแล้วค่ะ อุปกรณ์ก็เหมือนเดิม แค่น้ำอุ่น, น้ำยาล้างจาน และฟองน้ำนุ่ม ๆ เท่านั้นพอ ทว่าหากเจอคราบกำจัดยากอาจต้องขอแรงเบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชูมาช่วยหมัก คราบก่อนเช็ดออกด้วยฟองน้ำหมาด

3. จัดการปุ่มเปิดเตา


           ปุ่มเปิดเตาที่เยิ้มไปด้วยคราบมัน ให้ถอดออกมาแล้วทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานหรือน้ำสบู่ผสมน้ำอุ่น เพียงแต่ต้องตรวจสอบก่อนนะคะว่า น้ำยาล้างจานหรือสบู่ที่ใช้ไม่มีส่วนผสมของแอมโมเนียอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นปุ่มเตาแก๊สของเราอาจด่างดำได้

4. ปล่องดูดควันต้องสะอาดด้วย


           สำหรับห้องครัวที่ติดตั้งปล่องดูดควันไว้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจานไปเช็ดทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอก ปล่องดูดควันให้หมดจด แล้วต่อไปก็ควรถอดฟิลเตอร์ปล่องดูดควันมาล้างด้วยน้ำยางล้างจานเป็นประจำทุก เดือนด้วยนะคะ

5. ทำความสะอาดเตาอบ

           เริ่มจากถอดตะแกรงออกมาแช่น้ำอุ่นผสมน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจานประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจึงใช้ฟองน้ำขัดทำความสะอาดตะแกรงก่อนนำไปตากลมให้แห้ง เสร็จแล้วผสมเกลือป่น ¼ ถ้วยตวง, เบกกิ้งโซดา ¾ ถ้วยตวง และน้ำสะอาด ¼ ถ้วยตวง โดยก่อนป้ายสวนผสมที่เตรียมไว้ให้ทั่วเตาอบ ให้ใช้กระดาษฟอยล์หุ้มส่วนผังวงจรหรือส่วนที่ไม่ควรโดนน้ำให้มิดชิดก่อนจึง ค่อยละเลงน้ำยาที่ผสมลงไป ทิ้งไว้ข้ามคืน วันรุ่งขึ้นค่อยเช็ดคราบออกด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด
6. ล้างตู้เย็น

           ถอดปลั๊กตู้เย็นเพื่อความปลอดภัยแล้วเริ่มเคลียร์พื้นที่ตู้เย็นให้โล่ง รวมทั้งถอดชิ้นส่วนที่ถอดได้ออกมาล้างด้วยน้ำยาล้างจานเสร็จแล้วตากลมให้ แห้ง จากนั้นผสมเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ ¼ ถ้วยตวง สำหรับใช้เป็นน้ำยาล้างตู้เย็น แล้วจัดการทำความสะอาดตู้เย็นด้วยฟองน้ำหรือผ้าขนหนูให้ทั่วทุกตารางนิ้ว ตามด้วยเช็ดคราบออกด้วยผ้าชุบน้ำ ก่อนเช็ดพื้นที่ให้แห้งอีกครั้ง แล้วนำชิ้นส่วนที่ถอดออกไปล้างกลับเข้าที่ตามเดิม

7. ทยอยนำอาหารเข้าตู้เย็น

           เมื่อคัดแยกอาหารเน่าเสียออกไปแล้ว ให้คุณทยอยเก็บอาหารที่เหลือเข้าตู้เย็น โดยก่อนแช่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกาะติด อยู่ออกไปให้หมดจด พร้อมกันนั้นแนะนำให้เทเบกกิ้งโซดาใส่ถ้วยแล้วนำไปแช่ในตู้เย็นเพื่อดับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยนะคะ

8. เช็ดช่องแช่แข็งให้สะอาด

          แม้ช่องแช่แข็งจะมีอุณหภูมิติดลบ ดูเหมือนจะไม่มีความสกปรกเท่าไร ทว่าจุดอับอย่างนี้กลับมีความสกปรกซ่อนอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นเราก็ควรทำความสะอาดด้วยการผสมน้ำ 1 ถ้วยตวง, น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา และน้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา ลงในขวดสเปรย์ เขย่าให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วนำไปฉีดให้ทั่วช่องแช่แข็ง ทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ให้หมดจด แค่นี้คราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งหลายก็หายวับไปกับตาแล้วจ้า

9. จัดระเบียบตู้เก็บของ


           บางคนเก็บอาหารแห้งไว้ในตู้เก็บของหรือไม่ก็เก็บพวกจาน ชาม และเครื่องครัวต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้หยิบของในตู้มาใช้สักเท่าไร กลายเป็นเปิดโอกาสให้ฝุ่นไรและความสกปรกทั้งหลายมาสะสมอยู่ในนี้เต็มไปหมด ดังนั้นอันดับแรกให้เคลียร์ตู้เก็บของให้โล่ง คัดของหมดอายุและเหลือใช้ทิ้งไป จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดทำความสะอาด ตามด้วยผ้าแห้งทันทีเพื่อป้องกันตู้เก็บของเป็นคราบน้ำ สุดท้ายให้ทยอยเก็บของเข้าตู้เหมือนเดิม

10. เคาน์เตอร์ครัวสะอาดเอี่ยม

           สำหรับเคาน์เตอร์ครัวที่ถูกใช้งานเป็นประจำควรเช็ดทำความสะอาดทุกครั้งหลัง การใช้งาน ทว่าสำหรับคราบหนักฝังแน่นต้องจัดการด้วยน้ำยาทำความสะอาดสำหรับห้องครัว โดยเลือกชนิดน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมกับพื้นผิวเคาน์เตอร์ของคุณด้วย

11. ขจัดคราบอ่างล้างจาน

           ผสมน้ำอุ่นจัดกับน้ำยาล้างจานแล้วใช้ฟองน้ำชุบทำความสะอาดให้ทั่วบริเวณอ่าง ล้างจาน และต้มน้ำผสมน้ำยาล้างจานพร้อมทั้งน้ำส้มสายชูเล็กน้อย รอจนน้ำเดือดจัดจึงนำไปเทลงท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างจานทันที เพื่อกำจัดทุกสิ่งอุดตันและคราบมันที่ตกค้าง

12. จัดการคราบน้ำด่างเป็นรอย

           คราบน้ำสีขาวที่ปรากฏอยู่บนก๊อกน้ำสามารถกำจัดได้ง่าย ๆ ด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่ง จากนั้นนำผ้าขนหนูมาชุบก่อนนำไปเช็ดก๊อกน้ำให้ทั่ว เสร็จแล้วเช็ดอีกครั้งด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด

13. ทำความสะอาดเครื่องครัว


           เครื่องครัวอย่างไมโครเวฟและเครื่องปั่น รวมทั้งเครื่องครัวชนิดอื่น ๆ ควรนำออกมาทำความสะอาดด้วย โดยทางที่ดีให้ทำความสะอาดตามคำแนะนำจากคู่มือการใช้งาน ส่วนไมโครเวฟสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ๆ ด้วยการบีบน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า นำไปอุ่นในไมโครเวฟด้วยอุณหภูมิสูงนาน 1 นาที จากนั้นใช้ฟองน้ำเช็ดคราบเปื้อนให้หมดจด

14. ปัด กวาด เช็ด ถู

           เมื่อเคลียร์องค์ประกอบอื่น ๆ ในห้องครัวเกือบครบแล้ว คราวนี้ได้เวลามาจัดการทำความสะอาดพื้นที่โดยรวม โดยเริ่มแรกให้ปัดฝุ่นทุกพื้นที่ เน้นตามมู่ลี่ด้วย จากนั้นจึงค่อยกวาดฝุ่นให้สะอาดหรือจะดูดฝุ่นแทนก็ได้ ปิดท้ายด้วยการใช้ไม้ม็อบถูพื้นเป็นอันเรียบร้อย

15. นำขยะไปทิ้ง

           งานสุดท้ายให้คุณไล่เก็บขยะจากทุกส่วนใส่ถุงปิดปากถุงให้สนิท ก่อนนำออกไปทิ้งให้เรียบ แค่นี้ก็ปิดจ็อบได้เลยจ้า


           ใคร ที่เคยเกี่ยงงานทำความสะอาดห้องครัวเพราะคิดว่ายุ่งยาก พอได้รู้วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึกแบบนี้แล้วน่าจะกระตุ้นให้อยาก ทำความสะอาดห้องครัวได้ไม่มากก็น้อยเนอะ


บทความอื่นๆน่าสนใจ
- 15 วิธีทำความสะอาดห้องครัวอย่างล้ำลึก หมดจดทุกตารางนิ้ว
- ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น
- แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
-
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง
- เพิ่มสีสันในคอนโด ด้วยหมอนอิงสีสวย
- เลือกคอนโดชั้นไหน ดีกับผู้อยู่อาศัย
- ซื้อคอนโดทั้งที เลือกห้องไหนดี ตอนเลือกทิศไหนดี
- เลือกคอนโดแบบสตูดิโอ ดีหรือไม่
- แบบคอนโด สีเขียว สวยสดชื่น
- ลงทุนในคอนโด ปลอดภัย ไม่มีเสี่ยง
- ค่าใช้จ่าย กรณีเปลี่ยนสัญญาคอนโด
- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น

       ในช่วงฤดูร้อน ปัญหาที่มารบกวนใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างของอาคารต่าง ๆ มากที่สุดคือ การได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าแอร์ไม่เย็น  “ฮัลโหล ฝ่ายช่างใช่ไหมคะ ตอนนี้แอร์ไม่เย็นเลย ห้องทำงานท่านประทานฯ ร้อนจะแย่อยู่แล้ว ช่วยขึ้นมาดูเดี๋ยวนี้ได้ไหม” เสียงตามสายแจ้งแอร์ไม่เย็นมักจะมีอารมณ์ไม่เย็นแฝงมาด้วย เพราะอากาศรอบ ๆ ตัวก็ไม่เย็น แถมยังโดนเจ้านายอารมณ์เสียใส่อีกต่างหาก เมื่อได้รับแจ้งปัญหาแอร์ไม่เย็น สิ่งที่ช่างเกือบทุกคนต้องดูเป็นสิ่งแรกคือ เทอร์โมสตาตตั้งไว้ถูกต้องหรือไม่    ถ้าตั้งไว้สูงเกินไป ก็ปรับลดลงมากเป็นอันหมดปัญหา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่โชคดีอย่างนั้น      เพราะเทอร์โมสตาตมักจะตั้งไว้ถูกต้องอยู่ที่ 23-23 องศาเซลเซียส (หรือต่ำกว่า) แต่อุณหภูมิในห้องก็ยังสูง 29-30 องศาเซลเซียสอยู่    มาถึงตอนนี้ช่างเกือบทั้งร้อย  ก็จะตั้งเทอร์โทสตาตต่ำลงไปอีก บางทีก็บิดกันจดสุด   โดยมีความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามันจะช่วยให้เย็นขึ้นบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ช่วยอะไร เพราะถ้าเครื่องปรับอากาศปกติดีอยู่ก็จะต้องทำความเย็นตามที่ตั้งไว้เดิมได้ อยู่แล้ว ไม่ต้องมาตั้งกันลงไปอีก
          ถ้า ท่านเคยพบปัญหาลักษณะนี้ บทความนี้อาจช่วยท่านได้ ในการตรวจสอบไปทีละตอน เพื่อให้รู้แน่ว่าปัญหาแอร์ไม่เย็นเกิดจากอะไรกันแน่ แล้วจะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด เหมือนกับเกาได้ถูกที่คัน   เมื่อพบปัญหาแอร์ไม่เย็นให้เริ่มตรวจสอบตามหัวข้อดังนี้
          ตรวจ สอบอุณหภูมิลมจ่าย  การตรวจสอบอุณหภูมิลมจ่ายทำโดยใช้เทอร์โมมิเตอร์ ถ้าจะให้ดีควรเป็นแบบดิจิตอล ซึ่งจะวัดได้แม่นยำและรวดเร็วกว่า วิธีวัดควรวัดให้ใกล้กับหน้ากากจ่ายลมเย็นให้มากที่สุด ถ้าจะให้ดีควรยื่นเข้าไปวัดในหน้ากากจ่ายลมเลย แต่ต้องระวังไม่ให้หัววัดสัมผัสกับหน้ากาก
          การตรวจสอบ
1. ถ้าวัดได้ 10-15 C ถือว่าปกติ
2. ถ้าวัดได้สูงกว่า 15 C ถือว่าสูงผิดปกติ ให้ตรวจสอบดังนี้
   A. การตรวจทั่วไป
- ตรวจสอบว่ามี fresh air เข้ามามากเกินไปหรือไม่
- ตรวจสอบว่าท่อลมกลับรั่วและดูดลมร้อนเข้ามาหรือไม่
- ตรวจสอบว่าในช่องฝ้า หรือในจั่วมีรอยรั่วให้ลมร้อนเข้ามาได้หรือไม่ ในกรณีดูดลมกลับเหนือฝ้า
   B. แอร์แบบ Split type  
- ตรวจสอบว่าน้ำยาหมดหรือไม่
- ตรวจสอบว่าคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนสกปรกหรือไม่
- ตรวจสอบว่ามีสิ่งกีดขวางทางระบายลมร้อนหรือไม่
- ตรวจสอบว่าลมร้อนถูกดูดย้อนกลับหรือไม่
   C. แอร์แบบน้ำเย็น
- ตรวจสอบอัตราไหลน้ำเย็นว่าตรงตามข้อกำหนดหรือไม่ (ปกติจะต้องการ 2.4 gpm/ตัน)
- ตรวจสอบอุณหภูมิน้ำเข้าเครื่องว่าสูงกว่าข้อกำหนดหรือไม่ (ปกติจะมีค่า 45 F)
- ตรวจสอบว่าคอยล์สกปรกหรือไม่
            หากตรวจสอบตามรายการด้านบนแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ    ก็อาจเป็นไปได้ว่า เครื่องแอร์มีขนาดทำความเย็นไม่เพียงพอ หรือเครื่องแอร์มีขนาดเล็กเกินไปนั่นเอง ทั้งนี้ขอให้ตรวจสอบปริมาณลมจ่ายในข้อถัดไป และแก้ไขให้มีลมจ่ายมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ห้องเย็นขึ้นได้ หากเครื่องแอร์มีขนาดเล็กเกินไปไม่มากนัก
            ตรวจสอบปริมาณลมจ่าย  การ วัดปริมาณลมจ่าย  ทำโดยวัดความเร็วลม แล้วนำไปคูณกับพื้นที่ของหน้ากากจ่ายลม เครื่องวัดความเร็วลมมีหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องแบบใบพัด ซึ่งมีความแม่นยำและราคาไม่แพง    สำหรับหน้ากากลมขนาดใหญ่ควรวัดความเร็วลมหลาย ๆ จุด แล้วนำค่ามาเฉลี่ยกัน สำหรับหัวจ่ายลมติดเพดานจะสะดวกกว่าถ้าทำกรวยไปครอบแล้วต่อคอลงมาถึงระดับ ที่วัดได้ง่าย
            การตรวจสอบ
1. ตรวจสอบปริมาณลมว่าน้อยกว่าที่กำหนดหรือไม่ ถ้าไม่ มีแบบหรือข้อกำหนดให้พิจารณาดังนี้
- ห้องทั่วไป ควรมีปริมาณลมจ่าย 15-30 cfm/m2
- ห้องติดริมกระจก ควรมีปริมาณลมจ่าย 30-40 cfm/m2
2. เมื่อพบว่าปริมาณลมจ่ายน้อยเกินไปให้ตรวจสอบดังนี้
- ตรวจสอบว่าแผงกรองอากาศอุดตันหรือไม่
- ตรวจสอบว่าความเร็วรอบของพัดลมต่ำกว่าข้อกำหนดหรือไม่ หรือตรวจสอบว่า
สายพานสลิปหรือไม่
- ตรวจสอบว่าลมไปออกห้องอื่นๆ มากเกินไปหรือไม่
- ตรวจสอบว่ามีท่อลมรั่วตามตะเข็บรอยต่อหรือไม่
- ตรวจสอบว่าท่อลมอ่อนฉีกขาดหรือไม่
- ตรวจสอบว่ามีลมรั่วที่รอยต่อระหว่างคอหัวจ่ายกับท่อลมหรือไม่
            โดยทั่วไปแล้วปัญหาแอร์ไม่เย็นมากกว่า 90%  จะเกิดจากปัญหาอุณหภูมิลมจ่าย สูงเกิน หรือปริมาณลมจ่ายน้อยเกินไป หรือเกิดจากทั้งสองอย่างพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อตรวจสอบตามรายการข้างต้นแล้วก็น่าจะพบสาเหตุของปัญหา และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องต่อไป

บทความอื่นๆน่าสนใจ
ทำอย่างไรเมื่อแอร์ในบ้านไม่เย็น 
แต่งบ้านให้ได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่
เทคนิคขั้นเทพวิธีทาสีบ้านหลังเก่าให้สวยสดเหมือนใหม่ 
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว 
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน 
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด 
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง 
โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว

http://www.tomcorsonknowles.com/blog/wp-content/uploads/2012/07/Eco-friendly-garden.jpg

    ในช่วงฤดูหนาว อากาศเย็น ๆ บวกกับความแห้งในอากาศ ทำให้หลายคนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นกับสนามหญ้า และต้นไม้ในสวนของตัวเองบ้าง ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีทั้งการเปลี่ยนแปลงในด้านดี สำหรับต้นไม้ที่ไม่มีปัญหากับความเย็นและอากาศแห้ง ๆ กับการเปลี่ยนแปลงในทางลบ ที่เกิดขึ้นกับต้นไม้และหญ้าบางชนิด แต่ก่อนจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา จนสนามหญ้าและสวนของเราหมดสวย ลองมาดูวิธีเตรียมรับมือกับสภาพอากาศเย็น ๆ ให้สนามหญ้าและสวนกันไว้ก่อนดีกว่านะคะ

 1. เปิดทางความชื้นและแสงแดดด้วยคราด

           ช่วงหน้าหนาวน้ำค้างจะค่อนข้างแรงก็จริง แต่อากาศกลับแห้งกว่าฤดูอื่น ๆ  ทำให้ดินมีโอกาสแห้งแล้งได้ ดังนั้นเราควรเปิดทางให้ความชื้น และแสงแดด ซึ่งเป็นอาหารสำคัญของพืช ผ่านเข้ามาบำรุงถึงรากต้นไม้ได้อย่างสะดวก โดยคุณควรใช้คราดกำจัดใบไม้ รวมทั้งสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ที่ปกคลุมหน้าดินอยู่ให้โล่งที่สุด ป้องกันปัญหารากตาย และใบเป็นจุดสีน้ำตาล

 2. อย่ารีบร้อนตัดแต่งกิ่งไม้

           เหตุผลอันดับแรกของการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ ก็เพื่อเร่งให้ต้นไม้ผลัดใบ และเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น แต่ในฤดูหนาวที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ปลูกต้นไม้อย่างนี้ เราก็ควรเลี่ยงการตัดแต่งกิ่งไม้ไว้ก่อน หรือหากคุณจำเป็นจะต้องตัดเล็มกิ่งไม้จริง ๆ น่าจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้และสวนสักนิดก่อนค่ะ

 3. รักษาความชื้นให้ต้นไม้ที่ปลูกมานาน

           ต้นไม้ใหญ่ และต้นไม้ที่ปลูกไว้นานแล้ว มักจะมีส่วนที่ตายและห่อเหี่ยวไปเอง ซึ่งส่วนเหล่านี้ของต้นไม้ เป็นคล้าย ๆ ไส้ติ่งของมนุษย์อย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสำคัญ แถมยังเป็นส่วนที่เกะกะอีกต่างหาก ฉะนั้นในฤดูหนาวที่ต้องการรักษาความชื้นให้ต้นไม้มากที่สุด ก็ควรจัดการกับไส้ติ่งเหล่านี้ให้สิ้นซาก อ้อ ! ในกรณีแบบนี้คุณสามารถตัดเล็มกิ่งไม้ได้ตามสบายเลยค่ะ

 4. จับไม้ล้มลุกมาทำปุ๋ย

           อาจจะดูเหมือนใจร้าย แต่ถึงแม้เราจะพยายามดูแลบรรดาไม้ล้มลุกอย่างดีแค่ไหน เจ้าพืชอายุไม่ยืนเหล่านี้ก็รอดเงื้อมมือหน้าหนาวลำบากอยู่ดี ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะนำไม้ล้มลุกมาทำเป็นปุ๋ยหมักซะเลย ก่อนจะต้องปวดใจกับสภาพเหี่ยวเฉาของเขาให้รำคาญตา
 5. พืชปกคลุมช่วยได้

          ถ้าอยากรักษาความชื้นให้ดินได้มาก ๆ แนะนำให้ปกคลุมดินเอาไว้เลย เลือกใช้พืชคลุมดินที่มีขายตามร้านต้นไม้ หรือจะนำซากพืชและปุ๋ยมาผสมกันแล้วปกคลุมดินก็ได้หมด แต่เคล็ดลับอยู่ที่คุณต้องเกลี่ยพืชคลุมดินให้รอบต้นไม้ในลักษณะรูปวงกลมโด นัท อย่าโรยพืชคลุมดินเป็นเนินเหมือนภูเขาไฟ เพราะส่วนลำต้นเราไม่ต้องปกคลุมเขาให้เปลืองพืชคลุมดินก็ได้

 6. อนุบาลต้นไม้เล็กด้วยกระสอบ

           นอกจากต้องคลุมหน้าดินรักษาความชื้นให้ดินแล้ว เหล่าต้นไม้เด็ก ที่เพิ่งปลูกเมื่อไม่นานมานี้ ก็ควรดูแลเขาให้ดีด้วย อย่างแรกให้หากระสอบ หรือพลาสติกเจาะรูมาคลุมต้นไม้เบบี๋ไว้ก่อน รอจนเขาเติบโตพอจะต่อสู้สภาพอากาศแห้งชื้นด้านนอกได้ค่อยปล่อยเป็นอิสระ

 7. ได้เวลาปลูกพืชชนิดหัว

           ไม้หัวหลายชนิดชื่นชอบอากาศเย็น ๆ และสามารถทนกับความแห้งแล้งในอากาศได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น ว่านสี่ทิศ บัวดิน ฯลฯ ซึ่งหากอยากปลูกต้นไม้เพิ่มความสวยงามให้สวน ก็สามารถเลือกปลูกพันธุ์ไม้เหล่านี้ได้เลยค่ะ

 8. พลิกหน้าดินเติมธาตุอาหาร

           สำหรับสนามหญ้า คุณอาจจะลองพลิกหน้าดิน เพื่อเปิดโอกาสให้ความชื้นและแสงแดดส่องเข้าไปบำรุงรากต้นไม้โดยตรงบ้างก็ ได้ นอกจากนี้หากลงทุนพลิกหน้าดินแล้ว ก็ควรถือโอกาสใส่ปุ๋ยและธาตุอาหารที่จำเป็นกับต้นหญ้าไปด้วยเลยยิ่งดีจ้า

 9. ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้นไม้อย่างถูกสูตร

           ปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยที่น่าจะปลอดภัยกับพืชและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เนื่องจากมีส่วนผสมจากธรรมชาติด้วยกัน แต่ก่อนจะใส่ปุ๋ยคอกให้พืช คุณก็ควรตรวจสอบก่อนว่าพืชแต่ละชนิดต้องการปุ๋ยคอกในอัตราเท่าไร และปุ๋ยคอกสูตรไหนจะเหมาะกับดินของคุณ เพื่อให้ดินและต้นไม้เติบโตได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม

 10. ใส่ใจต้นไม้ทุกต้นอย่างดีที่สุด

           เตรียมพร้อมต้นไม้กันไปแล้ว ต่อไปนี้ก็ต้องใส่ใจดูแลต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นอย่างเต็มที่ด้วย หมั่นรดน้ำอย่างถูกวิธี กำจัดวัชพืช บำรุงดินและพืชด้วยปุ๋ย และพยายามเล็มกิ่งไม้ ใบไม้ที่แห้งตายแล้วออกไป เพื่อลดการคายน้ำของพืช และเพื่อรักษาความชื้นไว้ใช้ในส่วนจำเป็นให้ได้มากที่สุด


           ใครที่อยากดูแลสนามหญ้าและสวนให้สวยในหน้าหนาวนี้ ก็อย่าลืมนำวิธีดูแลต้นไม้เพื่อรับมือหน้าหนาวเหล่านี้ไปใช้ตามที่เราแนะนำ กันด้วยนะคะ จะได้มีสวนสวย ๆ ไม่หวั่นในทุกสภาพอากาศ

บทความอื่นๆน่าสนใจ
-
10 วิธีเตรียมสวนและสนามหญ้ารับมือหน้าหนาว
-
15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน
-
ดูฮวงจุ้ย ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
-
5 วิธี แต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้าง
- โฆษณาคอนโด แบบไหนที่ผิดกฎหมาย