แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แต่งคอนโด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แต่งคอนโด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การลงทุนในคอนโดมิเนียม ระยะสั้น หรือระยะยาว แบบไหนจะดีกว่ากัน

    การลงทุนในคอนโดมิเนียม สำหรับนักลงทุนรายใหม่ คงจะสงสัยว่าจะลงทุนแบบไหนจะดีกว่ากัน ทั้งระยะสั้น หรือระยะยาว 



http://4.bp.blogspot.com/-BFEeTQcGmyg/VacQOJ9Pd8I/AAAAAAAAA7o/hwzQLYUMN5U/s1600/58-07-16.jpg

การลงทุนระยะยาว

      เป็นการลงทุนเพื่อที่จะหวัง กระเเสเงินสด หรือ ค่าเช่า ดังนั้นคอนโดที่จะอยู่ในกลุ่มนี้ จะต้องมี ผลตอบเเทนค่าเช่าค่อนข้างดี และคนเช่าไม่ขาด จนเราอยากจะเก็บไว้นานๆ 

apartment-for-rent

วิธีดูคอนโด ที่จะเก็บไว้ต้องดูอะไรบ้างอ่า

    1. % ผลตอบเเทนจากค่าเช่า  ดูเลยควรจะมากกว่า 6% ขึ้นไป

    2. มีคนเช่าต่อเนื่อง ไม่ขาด ดูได้จาก อัตราการครองห้อง 80% ขึ้นไป และ ไม่ควรว่างเกิน 3 เดือน

     ส่วนใหญ่ การลงทุนระยะยาวนี้ ส่วนมาก จะเป็นคอนโดเก่า จะอยู่โซนที่มีคนเยอะเเต่ไม่ไช่ในทำเลที่เป็น beverly hill (โซนที่เจริญ คนรวยอยู่) 


    ข้อดี คือ มั่นคง คนถือไม่เครียด ถือยาวๆ ได้ยังไงก็ได้เงินค่าเช่าเป็นประจำสม่ำเสมอครับ 
    ข้อเสีย คือ ต้องดูเเลทั้งคนเช่า ทั้งสภาพห้อง จะจุกจิกเวลาทำสัญญาต่างๆ


การลงทุนระยะสั้น

     เป็นการลงทุนที่หวังส่วนต่างจากการขาย ดังนั้นคอนโดมิเนียมกลุ่มนี้ จะต้องมีความต้องการซื้อเยอะ เเละ อยู่ในเทรนขณะนั้น เรียกได้ว่าอยากขายเมื่อไหร่ก็ขายได้

main

สิ่งที่ต้องดูคือ

    1. คอนโดนั้นมีความ HOT มีคนต้องการสูง โดยดูจาก ทำเล ราคาขาย ตลาด เทรน

    2. ต้องซื้อให้ได้ราคาถูก อาจจะซื้อในราคาพรีเซล  ซื้อทรัพย์ที่มีปัญหา  หรือ ทรัพย์ประมูล

    3. ตบเเต่งให้เป็น ความสวยงามนี่ทำให้ทรัพย์มีราคาสูงขึ้น และขายง่ายด้วย

     การลงทุนเเบบนี้ต้องตาไว ข่าวสารต้องเป๊ะ เพื่อที่จะรู้และซื้อได้เร็วกว่าคนอื่น ส่วนใหญ่เเล้วจะเป็นคอนโดใหม่ ที่ได้รับความสนใจ จะซื้อใบจองมาขายก็ได้ หรือ จะขายตอนราคามันขึ้นไปก็ได้


    ข้อดี  หากเปลี่ยนมือได้รวดเร็ว  กำไรสูงกว่าระยะยาว 
    ข้อเสีย คือ มีความเสี่ยงกว่าระยะยาว มีโอกาสเปลี่ยมือได้ช้า เเละอาจขาดทุน


เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : www.properth.com




บทความอื่นๆน่าสนใจ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“มือใหม่” ซื้อบ้าน มักผิดพลาดในเรื่องใด

     สำหรับผู้ที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม หลังแรก จะต้องศึกษาในข้อจำกัดต่างๆ ให้ดี เพราะอาจมีข้อผิดพลาดในด้านต่างๆ แต่จะมีข้อใดที่ผู้ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม มือใหม่จะต้องระวังควรจะมีอะไรบ้าง 

http://2.bp.blogspot.com/-OHe3EcThPFU/VaMcjqly6DI/AAAAAAAAA7U/9bOBGf4rZfQ/s1600/58-07-13.jpg


      1. ซื้อเกินงบ ส่วนใหญ่จะมองว่าเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยก็จะได้หลัง/ห้องชุดที่ต้องการ  แต่ทางที่ถูกคือ มีงบเท่าไหร่ ควรซื้อเท่านั้น

     2. ตัดสินใจเร็วไป  เช่น เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ก็ตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ทันที ทั้งๆที่อาจอยู่ได้ไม่นานก็ต้องย้ายงานอีก หรือบางทีแค่ทำงานไม่ครบปีก็จะซื้อบ้านซื้อคอนโดฯ แล้ว ทางที่ดี ถ้าต้องอยู่อาศัยเป็นพักๆ ไม่แน่นอนก็อาจใช้วิธีลองเช่าดูก่อนแล้วค่อยซื้อ  หรือถ้าการงานยังไม่มั่นคง ทำงานเก็บเงินไปก่อนรอให้พร้อมแล้วค่อยซื้อ

      3. จ่ายดาวน์น้อยเกินไป หลายคนชอบความสบาย ใช้เงินคนอื่นซื้อ(กู้ธนาคาร)มากกว่าเก็บเงินซื้อเอง จึงมักเลือกที่จะดาวน์น้อยและกู้มากๆ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กู้ไม่ผ่านหรือได้วงเงินกู้น้อยกว่าที่ต้องการ ทางที่ดีควรวางเงินดาวน์สัก 20%ของราคา

     4. ไม่ได้สำรองค่าใช้จ่าย ซื้อบ้านไม่ได้จ่ายแค่เงินตามมูลค่าบ้าน แต่จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ มากมาย เช่น ค่าส่วนกลางล่วงหน้า,ค่าประกัน,ค่าโอน รวมถึงค่าตกแต่ง และของใช้

     5. มองข้ามรายละเอียดในสัญญา บ่อยครั้งที่เกิดปัญหาแล้วถึงค่อยกลับไปดู(อ่าน)สัญญา แต่ถึงตอนนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว  ฉะนั้น ก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้งต้องอ่านอย่างละเอียด ถ้าเห็นว่า ถ้าไม่ถูกต้องหรือถูกเอาเปรียบก็ต้องให้แก้ไขหรือเลี่ยงไปซื้อโครงการอื่น

      6. ชอบอัพเกรดตัวเองด้วยสิ่งของใหม่ๆ คนจำนวนไม่น้อยนิยมอัพเกรดตัวเองด้วยการซื้อของใหม่ๆ หรือคิดว่าซื้อของใหม่ใช้ของใหม่แล้วชีวิตจะดูดีขึ้น เมื่อซื้อบ้านใหม่แล้ว ก็อยากได้รถคันใหม่ หรือเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าของเดิมดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น เพราะรายได้ไม่มาก ไม่ควรแบกภาระหนี้มากเกินไป

เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : .home.co.th



บทความอื่นๆน่าสนใจ

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

7 ประเภทกระจกของอาคารชุด ที่ควรรู้

      ปัจจุบัน กระจก มีส่วนสำคัญในการออกแบบ  สำนักงาน บ้าน ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม กระจกไม่เพียงแค่เป็นตัวเสริมให้สำนักงาน บ้าน ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ให้ดูหรูมีมูลค่าเท่านั้น แต่ยังให้ ความรู้สึกถึงความโปร่ง ความสบาย ไม่อึดอัด และกระจกให้เลือกหลายรูปแบบบให้เหมาะกับการใช้งาน วันนี้  CMC Group รวบรวมกระจกประเภทต่างๆ ที่เหมาะกับ สำนักงาน บ้าน ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ดังนี้


1. กระจกแผ่น เป็นกระจกที่เราเห็นทั่วไป ไม่มีความซับซ้อน และมีความแข็งแรงต่ำ ฟองอากาศมาก ผิวกระจกเป็นรอยขูดขีดได้ง่าย เป็นรอยขูดขีด ผิวค่อนข้างขรุขระ เป็นคลื่น อาจจะมีบิดเบี้ยวบ้าง การนำไปใช้ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะ เป็นกรอบรูป กระจกเงา และกระจกที่ใช้สำหรับเครื่องเรือน



     2. กระจกโฟลต (Float Glass) เป็นกระจกที่มีความโปร่งแสงสูง ผิวเรียบสนิท การสะท้อนสามารถทำได้ดี ฟองอากาศน้อยกว่า Sheet Glass การจัดเรียงของโมเลกุลภายในเนื้อกระจกทำได้ดีกว่าทำให้มีความแข็งแรงกว่า กระจก Float จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือป็นรอยขูดขีด ผิวค่อนข้างขรุขระ เป็นคลื่น อาจจะมีบิดเบี้ยวบ้าง การนำไปใช้ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะ เป็นกรอบรูป กระจกเงา และกระจกที่ใช้สำหรับเครื่องเรือนน (Sheet Glass) เป็นกระจกที่พบเห็นทั่วไป ไม่มีความซับซ้อน และมีความแข็งแรงต่ำ ฟองอากาศมาก ผิวกระจกเป็นรอยขูดขีดได้ง่าย

          กระจกโฟลตใส (Clear Float Glass) เป็นกระจกที่เกิดจากการหลอมของซิลิก้าสารประกอบต่างๆ กระจกประเภทนี้จะทำให้มีรอยต่อระหว่างกระจกน้อย สามารถนำไปใช้งานได้กับผนังภายนอก ผนังภายในอาคารได้ Clear Float Glass เหมาะกับการใช้งานประเภทแสดงสินค้า แต่อาจไม่เหมาะกับส่วนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

          กระจกสี (Tinted Float Glass) มีการผสมออกไซด์ในเนื้อกระจกเพื่อให้เกิดสีสันแตกต่างกันไป เกิดความสวยงาม ช่วยลดความจ้าของแสงที่ส่งผ่านกระจกสีทำให้ได้แสงที่นุ่มนวลและเกิดความสบาย ตาในการมอง แต่ออกไซด์ที่ใส่เข้าไปจะอมความร้อนจึงแตกได้ง่ายสีของกระจกยังสามารถช่วย ตัดแสงที่จะส่องเข้ามาในตัวอาคาร ทำให้ประหยัดพลังงานภายในอาคารจึงเหมาะกับงานภายนอก




     3. กระจกกึ่งนิรภัย (Heat Strengthened Glass) เป็นการนำกระจก Clear Float Glass มาผ่านกระบวนการอบความร้อนและทำให้เย็นอย่างช้าๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของผิวกระจกและสามารถรับแรงได้มากกว่า 2-3 เท่า และเมื่อกระจกแตกจะมีลักษณะเป็นปากฉลามยึดติดอยู่กับกรอบไม่ร่วงหล่นเหมือน กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Safety Glass) จึงนิยมใช้ในการทำผนังภายนอก




     4. กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass) มีการผลิตจากกระจก Clear Float Glass แล้วนำมาอบความร้อนอีกครั้ง แล้วทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วโดยการเป่าลมเย็นทั้ง 2 ด้าน สามารถรับแรงได้มากกว่าถึง10 เท่า และยังสามารถดัดได้มากกว่าถึง 3 เท่า สามารถรับแรงอัดของลมได้ดี แต่ไม่สามารถทำการตัดหรือเจาะได้เนื่องจากทนต่อแรง Point Load ได้น้อย เมื่อแตกจะเป็นเม็ดเล็กคล้ายเมล็ดข้าวโพดและร่วงหล่นออกมาจากกรอบทั้งหมด เหมาะกับงาน ประตูกระจก ผนังกั้นอาบน้ำ (Shower Box) ผนังภายนอกอาคารสูงๆ และเหมาะสำหรับใช้งานในสภาพที่เสี่ยงต่อการกระทบกระแทก




     5. กระจกเคลือบผิว หรือกระจกสะท้อนแสง (Surface coated glass) เป็นการนำกระจก Clear Float Glass ไปปรับปรุงผิวด้วยการเคลือบออกไซด์ กระจกประเภทนี้จะมีความเงามันวาวกระจกในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยกระจก 2 ชนิดได้แก่

         กระจกสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ (Solar Reflective Glass) เป็นกระจกเคลือบผิวออกไซด์ความโปร่งแสงต่ำคนภายนอกมองเข้ามาภายในลำบาก แต่คนภายในมองออกภายนอกได้ชัด สามารถสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ที่จะผ่านเข้าสู่อาคารได้ประมาณ 30% เป็นการลดภาระของระบบปรับอากาศ มักนิยมใช้กระจกประเภทนี้กับผนังภายนอกอาคาร

         กระจกแผ่รังสีต่ำ (Low-E Glass) คล้ายกับ Solar Reflective Glass โลหะที่ใช้เคลือบจะมีโลหะเงินบริสุทธิ์ช่วยให้สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี ลดปัญหาเรื่องกระจกแตกร้าวได้ดีกว่า Solar Reflective Glass แต่ Low-E ตัดแสงได้น้อยกว่า



     6. กระจกฉนวนความร้อน (Insulating Glass Units) คือ เป็นกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปมาประกบกัน โดยมี Aluminium Spacer ซึ่งบรรจุสารดูดความชื้นแล้วใส่ฉนวน เช่น อากาศแห้ง (Dried Air) หรือ ก๊าซเฉื่อย ไว้ภายในเพื่อให้มีคุณสมบัติในการเก็บรักษาอุณภูมิภายในได้ดีมาก (สามารถสะท้อนความร้อนได้ประมาณ 95%-98%) และไม่ทำให้เกิดฝ้าหรือหยดน้ำ แม้ว่าอุณหภูมิภายในกับภายนอกแตกต่างกันมาก การนำไปใช้งาน-กระจกประเภทนี้จะมุ่งเน้นการใช้งานไปในแนวทางการประหยัด พลังงานภายในอาคารและการใช้งานสำหรับอาคารเฉพาะทางเนื่องจากมีคุณสมบัติ คือ การยอมให้แสงผ่านเข้ามาภายในอาคารมากแต่ความร้อนที่จะผ่านกระจกเข้ามาน้อย มากจึงมักนิยมใช้สำหรับอาคารที่ต้องการควบคุมอุณภูมิให้คงที่ตลอดเวลาเช่น พิพิธภัณฑ์อาคารเก็บอาหารห้องเก็บไวน์เป็นต้น

http://terrabkk.com/wp-content/uploads/2015/07/Insu.png
http://terrabkk.com/wp-content/uploads/2015/07/21.png


 7. กระจกนิรภัยหลายชั้น (Laminated Safety Glass) คือ กระจกที่ประกอบไปด้วยกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปเช่นกัน มาประกบหรือติดด้วย PVB (Poly Vinyl Butyral) กระจกจะติดกับ PVB ไม่ร่วงหล่นจากกรอบ Laminated Safety Glass จึงเหมาะกับ ผนังภายนอกอาคารสูง ราวกันตก เป็นต้น ผู้ออกแบบสามารถเลือกชนิดของกระจกที่จะนำมาประกอบกันเพื่อให้ได้คุณสมบัติใน การลดความร้อนจากภายนอกอาคารที่จะเข้าสู่ภายในอาคารได้ตามต้องการ

http://terrabkk.com/wp-content/uploads/2015/07/laminated-glass.jpg


     กระจกแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานทำให้การอยู่อาศัยดูไม่ร้อน และปลอดภัย มากยิ่งขึ้น ครับ



เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : terrabkk.com,google.co.th






บทความอื่นๆน่าสนใจ
- 7 ประเภทกระจกของอาคารชุด ที่ควรรู้
- วิธีเดินสายไฟ ให้กลายเป็นงานศิลปะตกแต่งบ้าน
- The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
-
วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง
- ผ่อนสั้นหรือผ่อนยาว สำหรับซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม อันไหนดีกว่ากัน
- สวนกระถาง สวนเล็กๆ ในบ้านให้ความสดใสให้กับชีวิต
- 10 ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมสำหรับการซื้อบ้านและคอนโด

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วิธีเดินสายไฟ ให้กลายเป็นงานศิลปะตกแต่งบ้าน

      บางครั้งการเดินสายไฟในบ้านหรือคอนโด เพิ่มเติมจากจุดเดิมที่มีอยู่อาจยุ่งยากลำบากใจ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้สายไฟที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ไม่ให้รก เกะกะ หรือเดินสะดุด วันนี้ ขอนำเสนอไอเดียในการเดินสายเพิ่มเติมให้กับบ้านหรือคอนโดของเราซึ่งนอกจากจะ ได้ประโยชน์แล้ว ยังได้งานศิลปะสวยๆ อีกด้วยครับ 


7
5
1

6
9

12
14
13

คงได้ไอเดียสวยๆ สำหรับการเดินสายไฟสำหรับบ้านของเราแล้วละครับ 

เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล

ข้อมูล : decor.mthai.com




บทความอื่นๆน่าสนใจ
- วิธีเดินสายไฟ ให้กลายเป็นงานศิลปะตกแต่งบ้าน
- The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
-
วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง
- ผ่อนสั้นหรือผ่อนยาว สำหรับซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม อันไหนดีกว่ากัน
- สวนกระถาง สวนเล็กๆ ในบ้านให้ความสดใสให้กับชีวิต
- 10 ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมสำหรับการซื้อบ้านและคอนโด

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วีธีเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม สำหรับสาวโสด

     สำหรับผู้หญิงโสด ถ้าคิดจะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม จะมีวิธีในการเลือกซื้ออย่างไรให้ปลอดภัย วันนี้มีวิธีการเลือกซื้อบ้านหรือมาฝากครับ

http://www.bangkokfeliz.com/sukhumvit69-2/files/gallery/gallery06.jpg

วางแผน : วางแผนชีวิตให้ชัดเจน


   1. อย่างแรกต้องรู้ก่อนว่าจะซื้อในเมื่อไร อีก 1 เดือน หรือ1 ปี วางแผนให้ได้ช่วงเวลาที่ต้องการซื้อบ้านก่อน
   2. เลือกทำเลที่ต้องการจะอยู่ (เช่น อยากอยู่ตรงนี้เพราะใกล้ที่ทำงาน หรืออยากอยู่ตรงนี้เพราะใกล้กับญาติพี่น้อง)
   3. ตั้งงบประมาณไว้ในใจ ว่าเราจะมีงบในการซื้อบ้านเท่าไหร่
   4. จากนั้นก็วางแผนเส้นทาง หาโครงการบ้านที่น่าเชื่อถือ ให้ได้โครงการในใจ ควรเลือกหลายๆ โครงการเพื่อนำมาเปรียบเทียบ


การวิเคราะห์แต่ละโครงการที่เราสนใจจะซื้อ

  1.  ความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยของทางโครงการ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ควรดูให้ดี
  2.  ราคา และขนาดของบ้าน
  3.  ทางสัญจรก่อนถึงโครงการ เช่นถนนมีไฟทางตลอดเส้นมั้ย ทางเปลี่ยวหรือไม่
  4.  สาธารณูปโภคใกล้จากโครงการ เช่น มีร้านอาหาร หรือร้านสะดวกซื้อออกไปใกล้จากโครงการหรือไม่

คำแนะนำเพิ่มเติม : ควรซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม ที่มีขนาดที่เหมาะสมและความสามารถในการผ่อนชำระ

เมื่อเราวิเคราะห์ได้แล้วเราก็ต้อง ตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน

 1.  ต้องตกลงเงื่อนไขกับทางโครงการให้ดีว่าเขามีอะไรให้เราบ้าง (แอร์, วอล์เปเปอร์,ของตกแต่ง) เป็นต้น
 2.  ถามเรื่องรักษาความปลอดภัยให้ดี ให้แน่ชัดว่าระบบรักษาการเป็นแบบไหน
 3.  อ่านสัญญาการเช่าซื้อให้ดี ให้ละเอียด


ขั้นตอนสุดท้าย การตรวจรับบ้านก่อนเข้าอยู่

 ตรวจ รับบ้าน หรือคอนโด : ขั้นตอนนี้ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิง เรื่องการก่อสร้าง หรือระบบไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านเราจะไม่ค่อยรู้ ควรหาเพื่อนที่ชำนาญเรื่องนี้มาเป็นที่ปรึกษา และเดินสำรวจไปพร้อมๆ กับเรา หรือถ้าเพื่อนไม่ถนัดในเรื่องนี้ ก็สามารถจ้างวิศวกรมาตรวจให้เราได้ ขั้นตอนนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราจะต้องอยู่ในบ้าน หรือคอนโดนี้ไปอีกนาน และด้วยความที่เราอยู่คนเดียวถ้าไม่ตรวจให้ดี ระบบไฟ หรือระบบอื่นๆ ในบ้านชำรุดเราจะลำบากเพราะด้วยความเป็นผู้หญิงเราจะซ่อมไม่เป็นนั้นเอง ดังนั้นควรตรวจให้ดีตั้งแต่แรกครับ

    แค่นี้การเลือก ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมอยู่คนเดียว ของสาวโสดก็จะผ่านไปได้ด้วยดีแล้วและได้บ้านตามความต้องการแล้วละครับ


เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : barrazine.com.br, www.culturalchemy.com, livinginwaco,decor.mthai.com




บทความอื่นๆน่าสนใจ
- วีธีเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม สำหรับสาวโสด
- เทคนิคซ่อมแซมบ้านหรือคอนโดมิเนียมก่อนขายให้ได้ราคาดี
- ข้อควรรู้เรื่องพื้นไม้
- เสริม “ฮวงจุ้ย” ห้องนอนลูกรัก
- The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
-
วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เทคนิคซ่อมแซมบ้านหรือคอนโดมิเนียมก่อนขายให้ได้ราคาดี

     เมื่อวันเวลาเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน ไม่เว้นแม้แต่ บ้านหรือคอนโดมิเนียม ของเรา ที่ต้องขายไปเพื่อความเหมาะสมของพื้นที่ใช้สอย หรือ ทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมของการทำงานหรือความสะดวกในการคมนาคม

ไม่ ว่าใครที่กำลังขายบ้านหรือคอนโดมิเนียมย่อมต้องอยากขายบ้านหรือคอนโดมิเนียม ให้เร็วที่สุดและราคาดีที่สุดไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่ว่าอย่างไรการขายบ้านหรือคอนโดมิเนียม ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นทำเลที่กำลังเป็นที่นิยมหรือ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่อีกสิ่งที่จะช่วยทำให้บ้านหรือคอนโดมิเนียมขายได้ราคา และเป็นสิ่งที่สามารถลงมือทำเองได้คือ “การปรับปรุงซ่อมแซมก่อนขาย” ที่หลายคนชอบมองข้ามเรื่องนี้ไป ซึ่งคงไม่มีใครอยากจะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่มีตำหนิหรือหากลูกค้าสนใจ ก็จะถูกต่อรองจนราคาต่ำวันนี้  CMC Group ขอแนะนำเทคนิคในการซ่อมแซมบ้านหรือคอนโดมิเนียมเพื่อให้ขายได้ราคาดังนี้

     1. สภาพภายนอกน่ามอง ความประทับใจแรกของผู้มาซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมคือสภาพหน้าบ้านที่น่ามอง ตรวจดูสภาพโดยรอบว่าสีภายนอกหลุดล่อนหรือซีดจนไม่น่ามองหรือไม่ ควรทาสีให้ใหม่และดูดี เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ซื้อเมื่อเข้ามาชมบ้านหรือคอนโดมิเนียม

     2. ปรับปรุงห้องครัว นับว่าเป็นห้องที่มีการใช้งานหนักที่สุดของบ้านหรือคอนโดมิเนียมก็ว่าได้ เพราะทุกบ้านหรือคอนโดมิเนียมก็ต้องทำกับข้าว เตรียมอาหารกันในห้องนี้ซึ่งต้องมีการเลอะเทอะหรือบางทีอาจจะมีกลิ่นไม่พึง ประสงค์ติดอยู่ด้วย เช่น คราบน้ำมันตามผนังหรือร่องรอยการชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งาน ดังนั้นห้องครัวจึงเป็นอันดับต้นๆที่เจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมควรปรับ ปรุงให้อยู่ในสภาพการใช้งานที่ดี เช่น อ่างล้างจาน, ท่อระบายน้ำ เป็นต้น

     3. ตกแต่งห้องน้ำ ห้องน้ำเองก็ถือเป็นห้องสำคัญสำหรับสมาชิกภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียม ที่ต้องมีการใช้งานกันอยู่ทุกวัน การตกแต่งห้องน้ำให้มีชีวิตชีวาและน่าใช้จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยให้สร้าง ความประทับให้กับผู้ซื้อมากขึ้น แต่ควรเป็นการตกแต่งเล็กๆน้อยๆ ให้ห้องน้ำดูไม่เก่าและจืดชืดจนเกินไป เช่น ทาสีให้ดูใหม่, วางต้นไม้สีเขียว หรือการวางน้ำยาดับกลิ่นไว้ในห้องน้ำก็จะช่วยให้ห้องน้ำมีชีวิตชีวามากยิ่ง ขึ้น

     4. เน้นซ่อม ไม่เน้นเปลี่ยน หลายสิ่งในบ้านหรือคอนโดมิเนียมแม้จะมีสภาพทรุดโทรมไม่น่ามอง แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการ “ซ่อม” ไม่ใช่การ “เปลี่ยน” เพราะท่านแค่ต้องการซ่อมเพื่อให้มันดูดีเท่านั้น แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนใหม่ที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายขึ้นมา เพราะดีไม่ดีแม้จะสามารถขายบ้านหรือคอนโดมิเนียมได้ราคาสูงขึ้น แต่ก็ยังได้กำไรน้อยอยู่ดีเพราะหมดไปกับค่าซ่อมแซมนั่นเอง

     5. ทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุด บางคนอาจจะมองว่าไหนๆ ก็จะขายบ้านหรือคอนโดมิเนียมแล้ว แถมเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆไปกับบ้านหรือคอนโดมิเนียมด้วยก็ไม่เสียหายอะไร แต่จริงๆ แล้วนี่จะเป็นตัวกดราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมของให้ดูถูกลง เพราะของชำรุดที่แทบใช้งานไม่ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับขยะชิ้นหนึ่งที่เก็บไว้ใน บ้าน

     6. ตรวจสอบระบบประปา ไฟฟ้า เป็นเรื่องพื้นฐานของบ้านหรือคอนโดมิเนียมทุกหลังที่ต้องมีการใช้งานไฟฟ้า และประปา และจะสังเกตุได้ว่าทุกครั้งที่ผู้ซื้อเข้ามาดูบ้านหรือคอนโดมิเนียม ก็มักจะเปิดไฟและเปิดก๊อกน้ำเพื่อทดสอบดูว่าใช้งานได้หรือไม่ ดังนั้นต้องมั่นใจว่าไฟฟ้าและประปายังใช้งานได้เสมอ และไม่มีเหตุขัดข้อง เช่น ไฟไม่ติด, น้ำรั่ว หรือน้ำไม่ไหล เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากซื้อบ้านที่ไฟเปิดไม่ติด น้ำไม่ไหลหรือซื้อไปแล้วต้องคอยตามซ่อมแซมเอง

     7. อย่าแต่งบ้านให้มีเอกาลักษณ์เฉพาะตัวจนเกินไป แม้จะชื่นชอบการแต่งบ้านในสไตล์ของตัวเองมากแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องขายบ้าน ก็ต้องปรับเปลี่ยนบ้านให้อยู่ในสภาพกลางๆมากที่สุด เช่น เดิมท่านแต่งบ้านในสไตล์ vintage หรือ country แต่ผู้ซื้อบ้านอาจจะไม่ได้ชอบตามเสมอไป บางคนอาจจะคิดว่าทำให้บ้านดูเก่าๆซีดๆ ไม่ได้ถูกใจมากเท่าไหร่นัก ดังนั้นเมื่อท่านต้องขายบ้านทิ้ง ก็ควรจะนำเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งออกไปด้วย แม้จะมีว่าบ้านหลังหนึ่งต้องซ่อมแซมอย่างมากมายก่อนขายบ้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านต้องคำนึงอยู่เสมอคือ เงินทุกๆบาทที่เสียไปกับการซ่อมแซม จะต้องสามารถเพิ่มเป็นราคาขายให้ได้มากที่สุด และควรหาซ่อมด้วยงบที่น้อยที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด และเมื่อนั้นจะทำให้ท่านสามารถขายบ้านได้เร็วขึ้นและได้ราคาที่มากขึ้นตามไป ด้วยนั่นเอง


เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
ข้อมูล : TerraBKK.com / google.co.th



บทความอื่นๆน่าสนใจ
- เทคนิคซ่อมแซมบ้านหรือคอนโดมิเนียมก่อนขายให้ได้ราคาดี
- ข้อควรรู้เรื่องพื้นไม้
- เสริม “ฮวงจุ้ย” ห้องนอนลูกรัก
- The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
-
วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข้อควรรู้เรื่องพื้นไม้

     บ้านหรือคอนโดใช้วัสดุปูพื้นเป็นพื้นไม้ เป็นส่วนใหญ่ ด้วยลวดลายทำให้ดูอบอุ่น ดูแล้วน่าพักอาศัยมากขึ้น แต่พื้นไม้จริงนั้นมีราคาค่อนข้างแพง วัสดุทดแทนจึงเป็นอีกทางเลือกในการนำมาใช้แต่งบ้านและคอนโดมากขึ้น พื้นวัสดุทนแทนไม้ที่นิยมนำมาใช้นั้นจะมี 2 แบบ คือ พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ และพื้นไม้ลามิเนต


http://www.codsana.com/img/66c/c87/66cc87a0d6def0cbad13964d36eee670_0.jpg

    พื้นไม้ลามิเนต จะเป็นการนำกระดาษพิมพ์ลายปิดบนไม้ HDF แล้วปิดด้วยแผ่นเมลามีน โดยจุดเด่นนั้นอยู่ที่ความทนทาน ราคาประหยัด และมีลวดลายและขนาดให้เลือกหลากหลาย จึงเป็นที่นิยมในการนำมาใช้สำหรับบ้านและคอนโด

   พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ จะเป็นการใช้ผิวไม้จริงเคลือบผิวรักษาลายไม้แล้วปิดบนแผ่นไม้ HDF จะทำให้ได้สัมผัสที่หรูหรากว่าเสมือนไม้จริง แต่ราคาประหยัดกว่า มักนิยมใช้สำหรับบ้านและคอนโดระดับไฮเอนด์

   ปัจจุบันนั้นพื้นไม้ลามิเนตได้มีการพัฒนาขึ้นมาก ทั้งมีหลายความหนา หลายขนาดหน้าไม้ รวมไปถึงลายของไม้อีกด้วย และยังเพิ่มการทนความร้อนให้ดียิ่งขึ้นอีก โดยพื้นไม้ลามิเนตนั้นจะนิยมใช้ในคอนโดมิเนียมระดับราคาตั้งแต่ 900,000 บาทไปจนถึง 7-8 ล้านบาท แต่สำหรับพื้นไม้เอ็นจิเนียน์นั้นจะนิยมใช้ในคอนโดมิเนียมระดับลักซูรี่เท่า นั้น ราคาตั้งแต่ 8-9 ล้านบาทขึ้นไป


สำหรับวิธีการเลือกใช้พื้นไม้ มีดังนี้

1. เลือกจากแบรนด์ที่ไว้ใจได้ ป้องกันปัญหาวัสดุเกรดต่ำทำให้พื้นบิดเบี้ยว บวมความชื้น ไม่ทนทาน
2. พื้นลามิเนตสามารถทำความสะอาดด้วยการดูดฝุ่นได้
3. พื้นลามิเนตทนต่อความร้อน และรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี
4. ก่อนปูพื้นต้องมั่นใจว่าพื้นห้องแห้งดีแล้ว โดยการทิ้งระยะเวลาคายความชื้นของพื้นเอาไว้ 14-30 วัน
5. ทั้งพื้นไม้ลามิเนตและพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ถึงจะทนต่อความชื้นได้ แต่ก็ไม่สามารถนำมาแช่น้ำได้
6. การปูพื้นต้องเว้นระยะห่างจากผนังไว้ประมาณ 12 เซนติเมตร สำหรับเผื่อระยะการขยายตัวของไม้


เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : Home.co.th




บทความอื่นๆน่าสนใจ
- ข้อควรรู้เรื่องพื้นไม้
- เสริม “ฮวงจุ้ย” ห้องนอนลูกรัก
- The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
-
วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เสริม “ฮวงจุ้ย” ห้องนอนลูกรัก

      พลังงานและพัฒนาการของเด็กมีความแตกต่างจากของผู้ใหญ่ค่อนข้างมากการจัดห้อง ลูกรักในบ้านหรือคอนโด สิ่งที่ต้องตามหลักฮวงจุ้ย ให้กับห้องนอนของลูก เพื่อสร้างความสดชื่นกระตือรือร้นพร้อมเปิดรับทุกการเรียนรู้อย่างสดใส วันนี้เรามีวิธีการจัดห้องสำหรับลูกน้อยมาฝากครับ


     มาเริ่มกันที่สีห้องกันก่อน   สีที่สดใส จะกระตุ้นให้ลูกน้อยมีพลังในการเรียนรู้มากกว่าห้องที่ไร้สีสัน และหากเขาโตพอ การปล่อยให้เขาได้เป็นคนเลือกสีสำหรับตกแต่งห้องเองก็ดีไม่น้อยเพราะเขาจะ รู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและเกิดความภูมิใจที่ได้เป็นผู้ ตัดสินใจด้วยตัวเอง

     โดยสีเหลืองเป็นสีแห่งความสนุกสนานความฉลาดรอบรู้สดใสร่าเริง สีส้มเป็นสีแห่งความสร้างสรรค์ความกระตือรือร้น สีเขียวเป็นสีที่ให้ความรู้สึกร่มเย็นทำให้ประสาทตาผ่อนคลายจะช่วยให้หาย เหนื่อย สีฟ้าเป็นสีที่ได้รับการยอมรับว่าจะช่วยให้นอนหลับได้ลึกที่สุด การนำสีมาใช้กับลูกนั้นอาจจะใช้ผ่านสีห้องข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้า

    ที่สำคัญไม่ควรมีภาพที่เร้าความรู้สึกตื่นเต้นน่ากลัว ไม่นำของเล่นประเภทดาบกระบี่หรือของมีคมอื่นๆ ไว้ในห้องนอนยังไม่ควรมีคอมพิวเตอร์เครื่องเล่นเกมโทรทัศน์ของตกแต่งที่ดู น่ากลัวไว้ในห้องนอนลูก




      หลีกเลี่ยงเตียงนอนสองชั้น เตียงแบบนี้เด็กที่นอนอยู่ด้านล่างจะมีพลังชี่กดทับทำให้พัฒนาการและการเติบ โตของเด็กไม่เต็มศักยภาพ ส่วนเด็กที่นอนอยู่ด้านบนก็อาจจะอึดอัดได้เช่นกันหากฝ้าเพดานห้องนอนนั้นไม่ สูงพอขอแนะนำให้เลือกที่นอนเป็นเตียงแบบทั่วไปจะดีกว่า



     เตียงนอน ตำแหน่งของเตียงนอน จะต้องเลี่ยงศรพิฆาตหมายถึงการเลี่ยงมุมแหลมต่างๆ ที่ทิ่มใส่ร่างกายของเด็ก หลีกเลี่ยงประตูห้องน้ำและบนหัวเตียงไม่ควรเป็นหน้าต่างเพื่อป้องกันความ ชื้นจากภายนอกทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ได้





      โต๊ะหนังสือ ควรอยู่ในมุมที่มองเห็นวิวได้ไกลด้วยการหันออกไปทางหน้าต่างเป็นการเกิด จินตนาการความคิดของลูกให้เต็มที่ไม่ควรหันหน้าเข้ากำแพงและหันหลังให้ประตู เด็ดขาดเพราะจะทำให้ปิดกั้นจินตนาการของเด็กเสียสมาธิกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น อีกด้วย



เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : อาจารย์เมย์ / AjanMay.com , http://www.homedeedeeforyou.com  ,  home.sanook.com




บทความอื่นๆน่าสนใจ
- เสริม “ฮวงจุ้ย” ห้องนอนลูกรัก
- The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
-
วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รวม 5 คอนโดมือสอง ทำเลดี ราคาไม่เกิน 2 ล้าน

สวัสดีค่ะ วันนี้ไทยโฮมออนไลน์จะมาแนะนำ 5 คอนโดทำเลดี ราคาไม่เกิน 2 ล้าน ให้ทุกคนได้ตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยแบบราคาสบายๆ เดินทางสะดวก และสามารถหิ้วกระเป๋าพร้อมเข้าอยู่ได้เลยค่ะ

1. ขายคอนโด ซาโตว์อินทาวน์เมเจอร์รัชโยธิน ขนาน 33 ตร.ม. ห้องใหม่ แต่งครบ ราคาขาย 2,000,000 บาท



คอนโด 1 ห้องนอน, 1 ห้องน้ำ ห้องสวย น่าอยู่ บรรยากาศร่มรื่น ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก มีระเบียงห้องไว้สำหรับรับลม สบายใจรู้สึกปลอดภัยด้วยระบบ รปภ. ตลอด 24 ชม. ระเบียงไม่ติดกับใคร เข้าออกโดยใช้ระบบคีย์การ์ด
ดูข้อมูลเพิ่มเติม

2. ขายคอนโด บี ยู โชคชัย 4 ซอย 8 ห่างถนนลาดพร้าวเพียง 600 เมตร เข้าออกได้หลายทาง สภาพดีน่าอยู่ ราคาขาย 1,250,000 บาท



ขายคอนโด Be You Condo บี ยู โชคชัย 4 ซอย 8  โครงการมี 8 ชั้น 2 อาคาร AB อายุทรัพย์ประมาณ 4 ปี อยู่ชั้น 2 ตึก A ขนาด 29 ตารางเมตร ห้องสตูดิโอ พื้นไม้ลามิเนท ห้องนํ้าติดตั้งชุดฝักบัวแบบRAIN เครื่องทํานํ้าอุ่น ห้องครัว ติดตั้งเคาเตอร์ พร้อมตู้แขวนและตู้เก็บของ ห้องนอนมีเครื่องปรับอากาศ ม่านและสลิมไลน์
ดูข้อมูลเพิ่มเติม

3. ขายคอนโด รีเจ้นท์โฮม 12 ลาดพร้าว 41 พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ราคาขาย 1,450,000 บาท



คอนโด รีเจ้นท์โฮม 12 อาคาร A 31.28 ตรม. อยู่ชั้นที่6 ซ. ลาดพร้าว 41 มี 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว 1 แอร์ ที่จอดรถ1 คัน เดินทางสะดวกออกจากปากซอยลาดพร้าว 41 เพียงประมาณ 600 เมตร
ดูข้อมูลเพิ่มเติม

4. ขายคอนโด จอนนี่ ทาวน์ ห้วยขวาง ย่านรัชดาภิเษก ขนาด 34 ตรม. ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ราคาขาย 1,650,000 บาท



ขายคอนโดจอนนี่ ทาวน์ ห้วยขวาง ย่านรัชดาภิเษก ขนาด 34 ตรม. ห้อง Studio อยู่ชั้น 4 แถมเฟอร์ทั้งหมด และเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายในห้องสวย พร้อมเข้าอยู่ ที่สำคัญโครงการอยู่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ห้วยขวาง สำนักงานเขตห้วยขวาง เพียง 100 เมตร
ดูข้อมลเพิ่มเติม 


5. ขายคอนโดLPN รามอินทรา-นวมินทร์ (ติดสถานีรถไฟฟ้าสีชมพู กม.8) ราคาขาย 1,370,000 บาท



ขาย คอนโด LPN กม.8 อาคาร D ชั้น 21 วิวสวยมาก (ทิศตะวันออกเฉียงใต้) พร้อมผู้เช่า 6,000 บาท/เดือน และเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 25 รายการ คุ้มทั้งอยู่เองหรือลงทุน 
ดูข้อมูลเพิ่มเติม



บทความอื่นๆน่าสนใจ
- รวม 5 คอนโดมือสอง ทำเลดี ราคาไม่เกิน 2 ล้าน
- เคล็ดลับง่ายๆ กำจัดกลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า
- เก๋สุดๆ กระเบื้องสามมิติ เทรนด์ใหม่แต่งบ้านหรู
- เจ๋งสุดๆ อัพไซส์ห้องรับแขกและห้องกินข้าว แบบไม่ต้องต่อเติมเพิ่ม
- ไอเดียการแต่งคอนโด สำหรับครอบครัว
- เทคนิคการเลือกโซฟา ในพื้นที่จำกัด

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์

     แนวคิดในการตกแต่งคอนโดฯ นับวันจะมีไอเดียใหม่เกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะสังคมเราได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมเมืองมากยิ่งขึ้น และคอนโดฯ ปัจจุบันมักจะสร้างในพื้นที่ที่มีการคมนาคมสะดวกรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของคนรุ่นใหม่เข้ามาอาศัยในคอนโดฯ มากยิ่งขึ้น สิ่งนี้ทำให้นักออกแบบได้รังสรรค์ ไอเดียในการสร้างคอนโดฯ หรือการตกแต่งคอนโดฯ ด้วยไอเดียบรรเจิดกันมากขึ้น วันนี้  CMC Group ขอเสนอไอเดีย The Cubitat ที่รวมทุกสิ่งอย่าง


http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2015/02/The-Cubitat-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99.jpg

    นี่คือกล่องสี่เหลี่ยม ที่รวมเอาทุกการใช้ชีวิต ไว้ในกล่องเดียวจริง ๆ ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น รวมไปถึงครัวด้วย เป็นไอเดียการออกแบบเจ๋งๆ จากดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน Luca Nichetto  เรามาดูกันต่อดีกว่าว่า แต่ละด้านของคิวบิคลูกนี้จะมีอะไรอยู่บ้างเข้าไปชมเลยครับ


http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2015/02/1397.jpg

สำหรับ ต้นแบบของคิวบิคชิ้นนี้ได้ชื่อว่า The Cubitat โดยในแต่ละด้านของเจ้าคิวบิคนี้จะประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ที่ จำเป็นสำหรับการอยู่อาศัย  ไม่ว่าจะเป็นด้านแรกที่เป็นส่วนชั้นสำหรับวางทีวีที่มีจุดเชื่อมต่อ multimedia มากมาย ด้านใต้เป็นส่วนของเตียงนอนที่สามารถเลื่อนออกมาเป็นเตียงหกฟุตได้ มีชั้นวางของเหนือเตียงและมีตู้เก็บของด้านข้างด้วย



http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2015/02/2262.jpg

     อีกด้านถัดมานั้นจะเป็นส่วนของเคาน์เตอร์ครัว  มีเคาน์เตอร์เตรียมอาหาร เตา เตาอบ ตู้เย็น ซิงค์ล้างจาน เครื่องล้างจาน เครื่องดูดควัน เตรียมไว้เรียบร้อย แถมยังมีตู้สำหรับเก็บอาหารและจานชามภาชนะต่างๆ ได้  เมื่อหมุนมาอีกด้านจะเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเก็บเสื้อผ้าได้ทั้งครอบครัวกันเลย  ส่วนด้านสุดท้ายนั้นจะพบกับชั้นสำหรับจัดวางเครื่องซักผ้าและมีประตูเปิด เข้าสู่ภายในคิวบิกได้  ภายในนี้เป็นส่วนของห้องน้ำและห้องอาบน้ำนั่นเอง  มีทั้งส่วนของโถชักโครก อ่างล้างหน้า และห้องอาบน้ำฝักบัว   สำหรับใครที่สนใจไอเดียแบบนี้คงต้องรอสักหน่อยนะคะ เพราะคิวบิกดังกล่าวยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาครับ


http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2015/02/3232.jpg



เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่งข้อมูล : http://www.homenayoo.com/humble-homes




บทความอื่นๆน่าสนใจ
- The Cubitat กล่องสี่เหลี่ยมเอนกประสงค์
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
-
วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง
- ผ่อนสั้นหรือผ่อนยาว สำหรับซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม อันไหนดีกว่ากัน
- สวนกระถาง สวนเล็กๆ ในบ้านให้ความสดใสให้กับชีวิต
- 10 ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมสำหรับการซื้อบ้านและคอนโด

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก

          คนส่วนใหญ่เมื่อคิดจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กันมักเข้าใจว่ากลยุทธ์การลงทุน จะมีเพียงแค่ซื้อมาขายไป หรือไม่เช่นนั้นก็ซื้อเพื่อนำมาให้เช่าเพียงเท่านั้น




          แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลยุทธ์การลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกใช้กันอยู่ กลับมีอยู่มากมาย หลากหลายกว่าที่รับรู้ กันมาก เอาเฉพาะในแบบที่สามารถประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้ ก็มีอยู่ถึง 8 กลยุทธ์ด้วยกัน กลยุทธ์แต่ละแบบ มีแนวคิด วิธีการเป็นเช่นไร และเหมาะนำมาใช้เมื่อไหร่ ตอนไหน ในโอกาสนี้ ขอนำมาเจาะลึก ให้ผู้อ่านได้เห็นอย่างทะลุปุโปร่ง ดังนี้

            1. ซื้อและถือไว้ (Buy and Hold) เป็นกลยุทธ์ลงทุนเก่าแก่ที่นิยมทำกันมานานแล้ว เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการปรับเพิ่มค่าของอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการซื้อที่ดินเปล่าและถือเก็บรอเวลา กฎกำปั้นทุบดินของบรรดาเซียนอสังหาฯเรียกกันว่า “กฎ 77” นั่นคือให้ซื้ออย่างน้อย 7 แปลง และถือครอง 7 ปีขึ้นไป แต่ก็มีกูรูบางคนแนะนำให้ซื้อถึง 10 แปลงก็มี

           หลักคิดของกลยุทธ์แบบนี้ คือไม่เน้นขายอสังหาริมทรัพย์ทำกำไร เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gain Tax) แต่จะเน้นเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเพิ่มค่าความเป็นเจ้าของ (Equity Build-up) ไว้ใช้ในยามแก่เฒ่า หรือในช่วงที่ต้องออกจากงาน หรือบางคนก็ตั้งใจที่จะเก็บตกทอดเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน

            ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของกลยุทธ์ซื้อและถือไว้ อยู่ตรงที่ธนาคารมักไม่ปล่อยกู้ให้ เวลาลงทุนจึงต้องใช้เงินสดของตัวเองเป็นหลัก ทั้งนี้กุญแจความสำเร็จของกลยุทธ์แบบนี้ ก็คือต้องพยายามทำกำไรให้ได้ตั้งแต่ตอนซื้อเลย โดยหาทางซื้อให้ได้ในราคาต่ำกว่าตลาดตั้งแต่เริ่มแรก ส่วนการเพิ่มค่าที่จะเกิดขึ้นตามมา ให้ถือเป็นส่วนโบนัสที่พึงได้รับจากการถือครอง

            2. ซื้อเพื่อนำมาปล่อยเช่า(Buy to Rent) ถือเป็นรูปแบบการลงทุนที่คนนิยมทำกันมากสุดในปัจจุบัน ทั้งนี้ขณะที่กลยุทธ์ซื้อและถือไว้ เหมาะใช้กับอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินเปล่า  แต่กลยุทธ์แบบซื้อมาปล่อยเช่านี้ จะเหมาะที่นำมาใช้กับบ้านและคอนโดฯ เป็นสำคัญ

             สาเหตุสำคัญ ก็เพราะที่อยู่อาศัยคือปัจจัยสี่ที่จำเป็นหรับทุกคน การปล่อยเช่าจะทำได้ง่าย และได้ค่าเช่าสูง จึงสามารถสร้างกระแสรายได้(Cash Flows) ในรูปผลตอบแทนค่าเช่าแต่ละปี (Rental Yield) ได้อย่างน่าพอใจเลยทีเดียว

            3. ซื้อมาขายไป (Trading) หรือภาษาลงทุนนิยมเรียกกันว่า “ฟลิป(Flip)” เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะที่จะนำมาใช้ในช่วงตลาดอสังหาริมทรัพย์ขาขึ้น (Rising Real Estate Market) เป็นอย่างยิ่ง วิธีการก็คือเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง จากนั้นก็ให้รีบขายต่อให้ผู้อื่นเพื่อทำกำไรในที่สุด

           กลยุทธ์แบบนี้ มักนิยมทำกันมาก กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายใหม่ ที่ยังไม่ได้สร้าง โดยเฉพาะโครงการประเภทคอนโดมิเนียม เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่มาก แถมตอนขายทำกำไร ยังไม่ต้องเสียค่าโอนและภาษีอีกด้วย

           แต่หากนำไปประยุกต์ใช้กับอสังหาฯ ที่สร้างเสร็จแล้วเมื่อไหร่ จะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น นั่นคือจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษีและค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการถือครองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะส่งผลให้กำไรที่พึงได้ ถูกลิดรอนลง

           เคล็ดลับอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยให้ขายง่ายและได้ราคาดีขึ้น นั่นก็คือก่อนขายให้นำอสังหาฯ มาซ่อม ปรับปรุง ปะหน้าทาแป้งเล็กๆ น้อยๆ ให้ดูดีเสียก่อน เช่นตัดหญ้า ทำความสะอาดพื้น จัดสวน หรือทาสี ฯลฯ โดยเน้นทำในสิ่งเล็กๆ น้อยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่สามารถอัพตัวอสังหาริมทรัพย์ให้ดูดีมากๆ ได้

           แม้ปัจจุบันกลยุทธ์ฟลิป จะทำกันน้อยกว่ากลยุทธ์ซื้อมาปล่อยเช่าก็ตาม แต่ก็มีแนวโน้มทวีบทบาทน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดจากการสำรวจกลยุทธ์ลงทุนบ้านในสหรัฐฯ ในปี 2557 พบว่ากลยุทธ์ฟลิป ขยายตัวในอัตราสูงมาก

               4. ชุบชีวิตอสังหาริมทรัพย์ขึ้นใหม่อีกครั้ง (Rejuvenations) กลยุทธ์แบบนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับอสังหาริมทรัพย์เก่าที่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ทำเลดีๆ โดยจะมีข้อจำกัดคล้ายกับการซื้อมาขายไปบ้านเก่า คือจะมีภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการถือครองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

              กุญแจความสำเร็จของกลยุทธ์แบบนี้ ปกติจะขึ้นกับการชุบชีวิตบ้านให้กลับมาดูดีและสดใสใหม่ ซึ่งต้องทำให้ได้ในระยะเวลาสั้นสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปกติในสหรัฐฯ จะใช้เวลาดำเนินการกันประมาณ 6 สัปดาห์

               โดยทั่วไป สิ่งที่ต้องทำกับบ้านที่ซื้อมา จะมากว่าการซ่อมแซม หรือปะหน้าทาแป้ง แต่จะครอบคลุมไปถึงการปฏิสังขรณ์ (Renovate) ด้วย ทั้งนี้ส่วนของบ้านที่นิยมเข้าไปยกเครื่องใหม่กัน ก็คือส่วนครัวและห้องน้ำ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญสุดที่คนใช้พิจารณาซื้อบ้านกัน โดยส่วนใหญ่จะเน้นเปลี่ยนเครื่องใช้ในครัว และสุขภัณฑ์ใหม่ กันเป็นหลัก แต่จะระวังไม่ก้าวล้ำไปเปลี่ยนแปลงในส่วนของโครงสร้าง หรือส่วนอื่นๆ เพราะจะกระทบถึงต้นทุนและกำไรได้

               5. รีไฟแนนซ์ (Refinance) คนส่วนใหญ่มักคิดกันว่าเป็นแค่เพียงกลยุทธ์ระดมทุนเท่านั้น แต่ในแวดวงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ จัดเป็นกลยุทธ์การลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพราะทำแล้วสามารถเพิ่มกระแสเงินสดไหลเข้า (Cash Inflows) ได้ ทั้งในรูปของรายจ่ายดอกเบี้ยที่น้อยลง และยังสามารถระดมเงินสดเข้ามาได้ด้วย

                จริงๆ แล้ว กลยุทธ์รีไฟแนนซ์ สามารถทำได้ในหลายลักษณะ ขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นสำคัญ สำหรับรูปแบบพื้นฐานที่นิยมทำกันมากสุด ก็คือการกู้หนี้ใหม่ดอกต่ำ เพื่อไปโป๊ะใช้หนี้เดิมที่มีดอกสูงกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดรายจ่ายดอกเบี้ยลงได้ในทันที

                รีไฟแนนซ์ ยังสามารถประยุกต์ใช้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในอนาคตได้ด้วย ทั้งนี้หากพบว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตกำลังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น สิ่งที่ควรทำก็คือต้องรีบรีไฟแนนซ์เงินกู้ดอกเบี้ยลอยตัว(Floating Rate) ให้ไปเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่(Fixed Rate) แทน ซึ่งจะช่วยปกป้องผู้กู้จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เป็นอย่างดี

                ในทางกลับกันหากพบว่าทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต กำลังมีแนวโน้มลดต่ำลง สิ่งที่พึงกระทำก็คือต้องรีไฟแนนซ์เงินกู้จากดอกเบี้ยคงที่ มาเป็นแบบดอกเบี้ยลอยตัวแทน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้กู้ได้รับประโยชน์ หากดอกเบี้ยเกิดลดลงขึ้นมา

                ในต่างประเทศ รีไฟแนนซ์ ยังสามารรถใช้เป็นกลยุทธ์ในการระดมทุนเป็นเงินสดได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อกู้ยืมผ่านมาหลายๆ ปีแล้ว จะส่งผลให้สามารถกู้ยืมสินเชื่อที่มีวงเงินสินเชื่อสูงขึ้นได้

                6. ลงทุนกับสัญญาออปชั่น(Option) แนวคิดการลงทุนของกลยุทธ์แบบนี้ ก็คือวางเงินเข้าไปซื้อ “ลีส ออปชั่น(Lease Option)” หรือ “สัญญาเช่าบ้านที่ผูกสิทธิในการซื้อบ้านไว้” ซึ่งจะเป็นผลให้ได้สิทธิในการครอบครอง พร้อมสิทธิในการซื้อบ้านตามราคาและระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเงินค่าออปชั่นนี้ จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อบ้านในอนาคตด้วย

                 เมื่อเข้าถือสิทธิออปชั่นได้แล้ว ก่อนที่สัญญาจะครบกำหนดที่จะต้องไปโอนซื้อกันจริงๆ ผู้ลงทุนก็จะนำไปขายต่อทำกำไร ให้กับผู้ซื้อรายอื่นต่อไป

                7. สนับสนุนการเงินระยะเริ่มต้นให้ผู้ซื้อแทนธนาคาร(Wraps) แนวคิดของกลยุทธ์ก็คือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับผู้ซื้อที่มีปัญหาใน เรื่องเครดิต หรือขาดคุณสมบัติ ที่ไม่สามารถกู้ซื้อบ้านได้ โดยผู้ขายเข้ามาทำหน้าที่แทนแบงค์ในระยะเริ่มแรก ในลักษณะให้เช่าซื้อ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารเล็กน้อย หลังจากผ่อนไประยะหนึ่งแล้ว อาจเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี ก็ค่อยให้ผู้ซื้อทำเรื่องขอกู้ซื้อจากธนาคารโดยตรง

               กลยุทธ์แบบนี้ไม่ค่อยเห็นทำกันในบ้านเรา ผู้สันทัดกรณีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะกลยุทธ์แบบนี้ ทำแล้วจะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากในเมืองไทยเรา ระยะเวลา 3 ปี และ 5 ปี อาจไม่การันตีใดๆ ได้เลยว่าผู้ซื้อบ้านจะสามารถกู้ยืมธนาคารได้ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้กู้ด้วย

                8. ยึดทรัพย์สินขายทอดตลาด (Foreclosures) ระบบนี้ นิยมทำกันมากในสหรัฐฯ นั่นคือเจ้าของบ้านที่มีปัญหาและไม่สามารถผ่อนชำระคืนได้อีกต่อไป ธนาคารจะนำมาขายทอดตลาดเพื่อหักกลบลบหนี้ ซึ่งการขายทอดตลาดนี้ได้รับความนิยมมากในหมู่นักล่ากำไร(Bargain Hunters) เพราะมีโอกาสพบเจอทรัพย์สินดีๆ ในราคาต่ำกว่าตลาดได้

              ในบางประเทศ เจ้าของอสังหาฯ ที่มีปัญหา อาจเป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดเอง โดยโฆษณาตรงไปยังผู้ซื้อหรือนักลงทุนในหน้าหนังสือพิมพ์ ในลักษณะ “ต้องรีบขาย” หรือ “จำเป็นต้องขาย” ผ่านวิธีประมูล เพื่อให้ขายได้ราคาดีที่สุด

              ในเมืองไทยเรา บ้านที่ขายทอดตลาด ซึ่งดำเนินการผ่านกรมบังคับคดี มักไม่ค่อยพบเจอบ้านดี ราคาถูกสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ซื้อมาแล้วมักมีปัญหา เช่นบ้านทรุดโทรมมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเจ้าของเดิมไม่ยอมย้ายออก ส่วนบ้านดีๆ ทำเลน่าสนใจ มักถูกชิงซื้อไปก่อนที่จะขายทอดตลาดแล้ว

              กลยุทธ์แบบนี้ในบ้านเรา ที่ทำกันแล้ว ดูจะได้ผลดีมากที่สุด ก็คือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่หลุดขายฝาก ให้กับผู้สนใจในราคาต่ำกว่าตลาด เพื่อทำกำไร


เรียบเรียง : ฤทธิ์ษณะ น้อยกมล
แหล่ข้อมูล : www.home.co.th



บทความอื่นๆน่าสนใจ
- เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก
- เลือกคอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า ให้ถูกฮวงจุ้ย
- วางแผนระบบพลังงานภายในบ้าน สิ่งที่จำเป็นที่ต้องจัดเตรียมล่วงหน้า
- 5 Gadget สุดฮิตที่จะเนรมิตรบ้านให้เป็น Smart Home
- แก้ปัญหาพื้นที่เล็กๆบนคอนโด
- 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
- 5 ข้อห้ามลืม ออกแบบห้องน้ำแคบให้ดูกว้าง ใช้สะดวกสบาย
- วิธีการคำนวณค่าเช่าคอนโดเพื่อเพิ่มตอบแทน
- 6 วิธี ตกแต่งห้องน้ำให้สดใส มีชีวิตชีวา
- 10 ไอเท็มบนโต๊ะทำงานที่คุณควรจะมี
- 8 ยอดกลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- วิธีการตรวจรับห้องคอนโด อย่างง่าย
- ทุกวันนี้เราต้องเสียภาษีอะไรกันบ้าง
- ผ่อนสั้นหรือผ่อนยาว สำหรับซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม อันไหนดีกว่ากัน
- สวนกระถาง สวนเล็กๆ ในบ้านให้ความสดใสให้กับชีวิต
- 10 ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมสำหรับการซื้อบ้านและคอนโด